NjpUs24nCQKx5e1D74sm3ffmMPPQLFxHCnvk70thIVO

กระหึ่มงาน “สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป”

EyWwB5WU57MYnKOuX4BsgeswYajhOUAaRv1NXjxcS7G7C9YnNvi7YM

“พิเชฐ” ดันสร้างเศรษฐกิจไทย เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการใหม่

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในวันที่ 24-27 มี.ค.นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคเอกชน จัดงานไทยแลนด์ สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างโอกาสให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่หรือสตาร์ตอัพของไทย โดยจะเชิญผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ตอัพ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย และกองทุนร่วมทุนหรือเวนเจอร์แคปปิตอลทั้งในและต่างประเทศมาร่วมงาน เพื่อให้กลุ่มสตาร์ตอัพได้เสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และการใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้า แก่ภาคเอกชนและกองทุนฯ จากต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ พร้อมทั้งมีแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อไป

ขณะเดียวกันจะนำนักวิชาการ ที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการคิดค้นนวัตกรรมทั่วประเทศ มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำด้านนวัตกรรมกับกลุ่มสตาร์ตอัพ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลทั้ง 10 กลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ยา ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ หุ่นยนต์ และอวกาศ ทั้งนี้การจัดงานเอ็กซ์โปฯครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างเวทีให้สตาร์ตอัพของไทยมีโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และหากมีการเจรจา มีการร่วมทุนกันเกิดขึ้น จะทำให้ต่างชาติได้เห็นโอกาสในเมืองไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญยังทำให้บรรดานักวิชาการเก่งๆ กลับเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นหรือสมองไหลกลับเข้าไทย

นอกจากนี้ ได้ตั้งเป้าผลักดันให้ภาคเอกชนรายใหญ่และที่มีศักยภาพ หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยจัดสรรเงินงบประมาณ 1% ของรายได้มาลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีเงินสำหรับวิจัยและพัฒนาในแต่ละปีในอัตรา 1% ของผลผลิตมวล

รวมในประเทศหรือจีดีพี หรือประมาณปีละ 130,000 ล้านบาท ภายในปี 2560 จากปัจจุบันที่มีอยู่ปีละประมาณ 0.5% ของจีดีพี เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่น้อยมาก ขณะที่สิงคโปร์ใช้เงินมากถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพื่อลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา โดยสิงคโปร์ใช้เงินลงทุนมากถึงปีละ 2.5%-3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนอิสราเอลใช้เงินปีละ 4.5% ของจีดีพี และจีนที่ลงทุนปีละ 2.12% ของจีดีพี.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>