EyWwB5WU57MYnKOuYLeaD6X28AOCaaCNPYNOadHzYYBwrM3ybM8hPm

“สมคิด” แจ้งเกิดพีพีพีสั่งลุยรถไฟฟ้า

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaD6X28AOCaaCNPYNOadHzYYBwrM3ybM8hPm

จี้คมนาคมชง ครม.ไฟเขียวสายสีน้ำเงิน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในส่วนของงานเดินรถ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานเร่งด่วนหรือพีพีพีฟาสต์แทร็ก ทางกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า จะเสนอรายละเอียดให้ที่ประชุมพีพีพี พิจารณาได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.ต่อไป ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดให้ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด
ของประชาชนผู้ใช้บริการ และต้องแบ่งปันผลประโยชน์ของรัฐอย่างเป็นธรรม รวมทั้งโครงการจะต้องเปิดให้บริการได้เร็วที่สุด

ขณะที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวหลังเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมาโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) งานสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาตู้รถไฟฟ้ากับกิจการร่วมค้า MHSC ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์, บริษัท ฮิตาชิ จำกัด และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัดว่า งานสัญญาที่ 3 จะครอบคลุมในส่วนของงานออกแบบและก่อสร้างรางรถไฟ ระบบไฟฟ้าและส่งกำลัง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบติดต่อสื่อสาร ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติและตู้รถโดยสาร ภายใต้มูลค่าสัญญา 32,399 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยในส่วนงานก่อสร้างโยธาขณะนี้คืบหน้าไปกว่า 50% เป้าหมายจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 62 และเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปได้ในปี 63.

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaWGV7GP1jPZSYKadtZfD9hQbVmbPDQeQlGM

ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันดีเซล ลง 40 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ ตี 5

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaWGV7GP1jPZSYKadtZfD9hQbVmbPDQeQlGM

ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ลง 40 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (31 มี.ค.) เวลา ตี 5 หลัง ค่าการตลาดอยู่ในระดับสูง…

วันที่ 30 มี.ค.59 ปตท.-บางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีก เฉพาะน้ำมันดีเซลลง 40 สตางค์/ลิตร ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.59) เนื่องจากมีค่าการตลาดอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แจ้งว่า ค่าการตลาดดีเซลวันนี้ อยู่ที่ระดับ 2.1363 บาท/ลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่จะอยู่ราว 1.50 บาท/ลิตร

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

Read More

xWxt25g9F37UdbRGIR3waXWsPoqdWnZoAB4jtpfM

ครม.ไฟเขียว ลดหย่อนภาษีกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสงกรานต์

xWxt25g9F37UdbRGIR3waXWsPoqdWnZoAB4jtpfM

เพื่อสนองมาตรการจัดเต็มของรัฐบาลและให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับการนำรายจ่ายค่าอาหาร ที่พักและบริการนำเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ มาใช้ลดหย่อนภาษี ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มานำเสนอแบบเข้าใจง่ายๆ รวมทั้งกรณีนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับท่องเที่ยวภายในประเทศทั้งปีมาลดหย่อนภาษีเด้งที่ 2 ด้วย.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

Read More

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM5MS8xOTU5MDg2LzY4MjgyOC0wMS5qcGc=

เอดีบี ประเมินจีดีพีไทยปีนี้ โต 3% จับตาเลือกตั้งปี 60 คาดขยับ 3.5%

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZX2ijbhTSmTPvFrLxFa3F7MOAJuAY4yJiUU

เอดีบี ประเมินจีดีพีไทยปีนี้ โต 3% จากลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชี้ ปี 60 จะขยับเป็น 3.5% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง-มีเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเงินเฟ้อปีนี้ คาดอยู่ที่ 0.6%…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า ในปี 59 นี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในอัตรา 3% ก่อนจะเร่งตัวขึ้นเป็น 3.5% ในปี 60 โดยอยู่บนสมมติฐานว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามกำหนดที่วางไว้ สถานการณ์ทางการเมืองมีความสงบเรียบร้อย และสามารถมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ในปี 60 ทั้งนี้ ต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะทยอยออกมาในปีนี้ด้วย ว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถโตได้มากกว่า 3% หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ADB ยังเชื่อว่าปีนี้การลงทุนโดยรวมจะขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงผลักดันจากยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระยะ 8 ปี ซึ่งปีนี้รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการ 20 โครงการ มูลค่า 51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามกำหนด จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ และการลงทุนภาคเอกชนเป็นอย่างมาก

สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ 0.6% ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในปี 60 หลังจากที่อุปสงค์ภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น และราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินคาดว่าจะยังมีลักษณะผ่อนคลายต่อไป เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ.

 

 

ขอบคุณที่มา        http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYN2JqmPvcUptCEO1HOUnX9XlAfUmLeGmIXeiCf

รฟท. เซ็นสัญญา 3 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ดำเนินการ 4 ปี

EyWwB5WU57MYnKOuYLeam0BtgcG31NtAJXOEbcVIKU1yfa5Kw8eiCZ

รฟท. ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ–รังสิต พร้อมเดินหน้าต่อสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล พร้อมจัดหาตู้รถไฟฟ้า…

วันที่ 30 มี.ค. 59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) งานสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาตู้รถไฟฟ้า โดยการลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต สัญญา 3 มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายกมล ตั้งกิจเจริญชัย รองผู้ว่าการกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ลงนามร่วมกับ กิจการร่วมค้า MHSC

ทั้งนี้ สัญญาที่ 3 จะครอบคลุมในส่วนของงานออกแบบ และก่อสร้างรางรถไฟ ระบบไฟฟ้าและส่งกำลัง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบติดต่อสื่อสาร ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ และตู้รถโดยสาร ภายใต้มูลค่าสัญญา 32,399,999,699 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยในอนาคตยกระดับการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนไทย และเป็นกุญแจสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนของสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ–ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2552 แล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ประกอบด้วย 3 สถานี คือ สถานีตลิ่งชัน สถานีบางบำหรุ และสถานีบางซ่อน ซึ่งในอนาคตจะมีโครงการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3 สถานี คือ สถานีบ้านฉิมพลี สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีสะพานพระราม 6 ในโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน–ศาลายา

สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ตามแนวเส้นทางรถไฟสายเหนือ ประกอบด้วย 10 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ/สถานีจตุจักร/สถานีวัดเสมียนนารี/สถานีบางเขน/สถานีทุ่งสองห้อง/สถานีหลักสี่/สถานีการเคหะ/สถานีดอนเมือง/สถานีหลักหก และสถานีรังสิต รวมระยะทางประมาณ 26.3 กิโลเมตร

ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำสัญญาในส่วนของสัญญาที่ 1 งานโยธา สำหรับสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง กับกิจการร่วมค้า เอสยู ประกอบด้วย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่างานตามสัญญา 29,826,973,512 บาท และสัญญาที่ 2 ได้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับงานโยธาสำหรับทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ–รังสิต มูลค่างานตามสัญญา 21,235,400,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ คือ 1. ลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน จำนวน 8 จุด และลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างสิ้นเชิง 2. สามารถใช้ประโยชน์ เพื่อการเดินรถไฟทางไกลสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรองรับการเดินรถที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเดินรถระบบไฟชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของประเทศได้อย่างมาก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4. ระบบขนส่งทางรถไฟที่สะดวก ทันสมัย ตรงเวลา จะจูงใจให้คนหันมาใช้บริการรถไฟมากขึ้น โดยคาดว่า เมื่อเดินระบบรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อ ไม่น้อยกว่า 306,608 คน/วัน ในปีที่เปิดดำเนินการ และเมื่อขยายโครงการจากบางซื่อไปชุมทางบ้านภาชีในอนาคต จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่า จะมีประมาณ 449,080 คน/วัน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZd2n8FZ0vyVgeUO8c5ZhBttPNRvgxJedpPp

คาดสงกรานต์เงินสะพัด 15,160 ล้านบาท ททท.ร่วมกับสหพัฒน์ฯส่งเสริมเที่ยวไทย

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZd2n8FZ0vyVgeUO8c5ZhBttPNRvgxJedpPp

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาล สงกรานต์วันที่ 13-17 เม.ย.นี้ คาดว่าจะมีรายได้ทางการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 15,160 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน และมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.64 ล้านคน โต 6% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทยเที่ยวไทย 6,980 ล้านบาท โต 3.5% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.14 ล้านคนต่อครั้ง เติบโต 2% ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 495,000 คน โต 26% สร้างรายได้สะพัด 8,180 ล้านบาท โต 34% ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศมีจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษ ที่ขออนุญาตบินเข้ามาในช่วงนี้กว่า 94 เที่ยวบิน รวมจำนวนที่นั่งบิน 21,828 ที่นั่ง โดยประเทศที่บินมา มากที่สุด คือ จีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เดนมาร์ก ญี่ปุ่น เมียนมา สหราชอาณาจักร สวีเดน ฟินแลนด์ อิหร่าน และไต้หวัน ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยยังโตได้ไม่มากเนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่าย รวมถึงวิกฤติภัยแล้งส่งผลกระทบต่อความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยกับ ททท.ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.- 22 ก.ย.นี้ โดยจับรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักใน “12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัสทุกวัน” ให้ผู้ที่ซื้อมาม่าคัพที่จะพิมพ์ภาพแหล่งท่องเที่ยว 12 เมืองนี้ เพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยว มองว่านอกจากช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว ยังกระตุ้นยอดขายโตได้ 5-10% จากยอดขายปกติของมาม่าคัพ.

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

Read More

n20141222114404_1229603

ธอส.มั่นใจมีเงินพอจ่าย

EyWwB5WU57MYnKOuYN04m8WwluZNhCoq6LFlc8gImcWJHq1aS2jL8C

กู้บ้านประชารัฐคึกคักต่อคิวยาว 8 พันราย

นางไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ธอส.เริ่มรับคำขอยื่นกู้จากลูกค้าโครงการบ้านประชารัฐตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวานนี้ (28 มี.ค.) มีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารทยอยเดินทางมาทำนิติกรรมสัญญาที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศตามนัดหมายแล้วจำนวน 5 ราย และ ธอส.จะทยอยอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่มีเอกสารครบถ้วนโดยเร็วที่สุด

“หลังจากเริ่มรับคำขอยื่นกู้เป็นเวลา 5 วันพบว่ากระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ล่าสุด ณ วันที่ 25 มี.ค.59 มีจำนวนลูกค้าเดินทางมาติดต่อสอบถามและแจ้งความประสงค์ยื่นกู้รวม 8,000 ราย คิดเป็นวงเงิน 6,700 ล้านบาท โดยราคาเฉลี่ยบ้านที่เข้ารวมโครงการนี้อยู่ที่ 1.2-1.5 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ประชาชนสนใจมากเพราะดอกเบี้ยถูก กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 700,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 3.16% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเพียงเดือนละ 3,000 บาทเท่านั้น วงเงินกู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 4% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเพียงเดือนละ 7,200 บาท และ ธอส.ยังผ่อนปรนสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ ทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น”

นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานสินเชื่อ ธอส. กล่าวว่า ธอส.เตรียมจะอนุมัติวงเงินกู้เพิ่มอีก 300 ราย วงเงินสินเชื่อ 280 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 5-7 วัน และหากปริมาณลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องก็จะเปิดให้เข้าร่วมโครงการจนกว่าจะครบวงเงินที่เตรียมไว้ปล่อยกู้ราว 20,000 ล้านบาท หากเกินกว่า 20,000 ล้านบาทนั้น จะรายงานให้คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาในระดับนโยบายต่อไป.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

ขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อเดือน

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

แนะประชาชนติด “โซลาร์ รูฟท็อป” ลดค่าไฟ

“เสนาดีเวลลอปเม้นท์ “รุกสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในธุรกิจบ้านจัดสรรในเครือและพร้อมให้บริการติดตั้งบ้านพักอาศัย บ้านจัดสรร อาคารสำนักงานอื่นๆ เพราะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่ในอนาคตผู้ใช้อาจสามารถขายไฟฟ้าคืนให้ กฟภ. และ กฟน. เผยราคาเริ่มต้น 2 แสนบาท ลดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเฉลี่ย 2,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า เสนาดีเวลลอปเม้นท์ได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาชื่อ บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อให้เสนา โซลาร์เป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ รูฟท็อป) เพื่อติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านจัดสรรของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ ช่วยให้ประชาชนที่ซื้อบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าได้ตามขนาดของแผงผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งในแต่ละหลัง โดยแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว บริษัทได้เป็นผู้ผลิตเองในประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลมาตรฐานและเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐฯ

นโยบายดังกล่าว เป็นการต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะเป็นพลังงานสีเขียวและในอนาคตจะทำให้ต้นทุนการผลิตแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ลดต่ำลงเป็นระยะๆ เป็นผลดีของประชาชน และช่วยลดการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ

“การนำแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาติดตั้งบนหลังคาบ้าน ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ในอนาคตเจ้าของบ้าน อาจสามารถขายไฟฟ้า ให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเป็นรายได้กลับมาได้อีกด้วย เพราะ 2 การไฟฟ้าได้เริ่มทดลองรับซื้อไฟฟ้าในโครงการดังกล่าว”

น.ส.เกษรากล่าวว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ของเสนาดีเวลลอป-เม้นท์ ขณะนี้มี 20 โครงการที่สามารถติดตั้งได้รวมกัน 2,000 หลังคาเรือน โดยได้เริ่มต้นที่โครงการบ้านจัดสรร โฮมออฟฟิศ และปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเปิดขาย 2 โครงการใหม่ ด้วยแนวคิดหมู่บ้านโซลาร์ รูฟท็อปเต็มรูปแบบ ได้แก่ โครงการเสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา-วงแหวน และโครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี-สาย 5 ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าส่วนกลางได้ 15-30% ถือเป็นโครงการนำร่องในการสร้างชุมชนรักษ์โลก

ทั้งนี้ การติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว หากประชาชนที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในโครงการของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ หากสนใจติดตั้ง ทั้งที่เป็นบ้านที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน บ้านที่กำลังก่อสร้างใหม่ ก็มีตัวอย่างให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น กรณีติดตั้งขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 3 กิโลวัตต์ (KW) ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4,380 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 24 ตารางเมตร (ตร.ม.) ใช้งานได้กับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ จำนวน 10 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 2 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 945,295 บาท ใน 25 ปี ตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ทำให้ผู้ใช้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือประหยัดได้เดือนละ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่แผงผลิตไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 300,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 7,300 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 40 ตร.ม. โดยสามารถใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ รวม 20 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว 5 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 4 เครื่อง ประหยัดไฟฟ้าได้ 1,575,491 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเดือนละ 1,000-2,000 บาท
สำหรับแผงผลิตไฟฟ้าขนาด 10 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 640,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 14,600 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 80 ตร.ม. ใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ ได้ 40 ดวง โทรทัศน์ขนาด 45 นิ้วจำนวน 6 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 19 คิวได้จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 6 เครื่อง ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 3,150,982 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งานระยะคืนทุน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรากล่าวว่า ในขั้นตอนการติดตั้ง บริษัทฯจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปศึกษาดูโครงสร้างหลังคาบ้านหรืออาคารสำนักงาน ก่อนว่าแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ และทิศทางพื้นที่ตั้งของหลังคาต้องอยู่ในทิศทางที่รับแสงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญของการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสง อาทิตย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งบริษัทจะให้บริการตรวจเช็กระบบ ให้ฟรีในระยะเวลา 2 ปีแรกของการติดตั้ง.

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlDxN1hjNrhycpI

เอกชน เข้มแผนจัดการน้ำ รับมือภัยแล้งแบบยั่งยืน

EyWwB5WU57MYnKOuYLapzZ0JABRgDRvekU6DyH7aeNVReV2bon8Eam

ปี 2559 ประเทศไทยต้องกลับมาเผชิญภาวะภัยแล้งที่จัดว่าหนักสุดในรอบ 2 ทศวรรษ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ปริมาณฝนทิ้งช่วงทำให้การสะสมน้ำในเขื่อนหลายเขื่อนทั่วประเทศมีไม่เพียงพอ หลายพื้นที่ ต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลน “น้ำ” เพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงภาคการเกษตรที่ดูจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อมีสัญญาณปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำลดลง จนนำมาสู่ความตื่นตระหนก เพราะเกรงว่าจะขาดแคลนน้ำ

ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาภัยแล้งยังทำให้หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมต่ออัตราการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ขณะนี้ก็เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบโดยตรงมายังภาคการส่งออกของไทยที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นต้องอาศัยการบริโภคหรือแรงซื้อของคนไทย แต่เมื่อเกิดภาวะภัยแล้งขึ้นย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้ และการใช้จ่ายของชาวไร่ชาวนา โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวที่มีจำนวนมากกว่า 3.7 ล้านครัวเรือนซึ่งหากปัญหานี้ลุกลามจะส่งผลกระทบต่อภาวะแรงซื้อถดถอยมากขึ้นและที่สุดจะกระทบชิ่งไปยังภาคการผลิตและลามไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวม

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlDxN1hjNrhycpI

สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักคงต้องลุ้นให้ฝนฟ้าเป็นใจตกตามฤดูกาลเพราะหากล่าช้าออกไปวิกฤติก็จะยิ่งหนักขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะภาคเอกชนที่วันนี้มีความตื่นตัวในการลดการใช้น้ำด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน ตัวอย่างที่อยากจะยกมาในวันนี้ คือ การบริหารจัดการน้ำของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีความจริงจังในการบริหารจัดการน้ำในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถึงแม้ผลจากงานแถลงข่าวรับมือภัยแล้งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือโครงการ Eastern Seaboard จัดโดย 3 หน่วยงาน ได้แก่ โครงการชลประทานระยอง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอีสท์ วอเตอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ออกมายืนยันว่า เขตพื้นที่ภาคตะวันออกจะไม่ประสบกับปัญหาภัยแล้งในปีนี้ แต่ PTTGC ไม่นิ่งนอนใจมีการดำเนินการการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งเก็บข้อมูลการใช้น้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2559 เพื่อช่วยลดการใช้น้ำลงตามมาตรการของรัฐโดยในปี 2559 บริษัทฯ วางเป้าหมายที่จะมีการนำน้ำกลับมาใช้ให้ได้ 40-47% ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตน้ำจากระบบ น้ำทิ้งที่ได้จากกระบวนการผลิตนำกลับมาใช้ใหม่ (Waste Water Reverse Osmosis หรือ RO) ซึ่งดำเนินการมาเกือบ 10 ปี

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlCMwtiggBPxHf6

 

เดิมบริษัทฯ ได้ทิ้งน้ำในส่วนนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์จึงมีแนวคิดนำน้ำกลับมาใช้ให้มากสุด โดยในปี 2558 ระบบ RO ทำให้บริษัทฯสามารถนำน้ำกลับมาได้ 904,842 ลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 36.8% ของน้ำทิ้งจากโรงงาน โดยส่วนใหญ่จะนำกลับไปใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงงาน จากเดิมที่ต้องทิ้งน้ำทั้งหมด

“ PTTGC มีแผนบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตาม 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) Water Saving เป็นการดำเนินการลดปริมาณการใช้น้ำตามหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2) Water Innovation เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนน้ำดิบ และลดการใช้น้ำ แหล่งเดียวกับชุมชน โดยการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล 3) Water Stewardship เพื่อประเมินการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยจัดทำรอยเท้าน้ำ หรือ Water Footprint พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าหมายลดปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง 10% จากการดำเนินงานตามปกติ ภายในปี 2566 เทียบกับปี 2556 เพื่อให้การใช้ทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

แผนการบริหารจัดน้ำภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ได้ร่วมกับกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team: PTTWT) ที่จะมีคณะทำงานในการประเมินร่วมกันทุกไตรมาสเพื่อติดตาม สถานการณ์น้ำภาคตะวันออก รวมถึงวิเคราะห์และจัดทำแผนงานการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของ กลุ่ม ปตท. ซึ่งรวมถึงแผนการอนุรักษ์น้ำ (Water Conservation) ในโครงการเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ เช่น โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำเขาห้วยมะหาด การมอบถังน้ำสะอาด InnoPlus ให้กับผู้ประสบภัยแล้ง เป็นต้น” นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC กล่าว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำจากภาคเอกชน ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งได้มีการดำเนินงานเช่นเดียวกันนี้เพื่อที่จะลดปริมาณการใช้น้ำลง ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสโลกที่มุ่งเน้นการต้อนรับสินค้าที่มีส่วนลดการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlKh4lCBA9fexBD

อย่างไรก็ตาม การลดการใช้น้ำจากภาคเอกชนในกระบวนการผลิตและการลงทุนสำรองแหล่งน้ำ นับเป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินการอย่างจริงจัง แต่เหนือสิ่งอื่นใดการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนก็ต้องทำในหลายส่วนไม่ใช่เพียงภาคเอกชนเท่านั้น เพราะการใช้น้ำมีการเติบโตทุกปีจากทุกภาคส่วนทั้งการอุปโภคและบริโภค การลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการก็ยังมีส่วนสำคัญซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันกำลังแก้ไขปัญหาอยู่

 

ขอบคุณที่มา        http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYLapaVjFSQCHKAp7wUhaPixa0S3lPb164nR6pJ

“เอไอเอส” ลุ้นทีโอทีลงนามร่วมธุรกิจวันนี้

EyWwB5WU57MYnKOuYLapaVjFSQCHKAp7wUhaPixa0S3lPb164nR6pJ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยจะมีการพิจารณาความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เบื้องต้นจะเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กันก่อน ซึ่งร่างเอ็มโอยูนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งกลับมาให้ทีโอทีแล้ว เมื่อต้น มี.ค.59 ทั้งนี้ การประชุมบอร์ดเมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ได้พิจารณาแล้วแต่ไม่มีข้อสรุป และส่งให้คณะกรรมการกฎหมายทีโอทีพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง และให้กลับมาเสนอในที่ประชุมวันนี้ (28 มี.ค.) โดยเหตุผลที่บอร์ดยังไม่อนุมัติลงนามในเอ็มโอยูดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าเอไอเอสจะไม่ยกเลิกข้อพิพาทตามที่ตกลงกันไว้ สำหรับข้อเสนอของเอไอเอสมีดังนี้ การเช่าโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จะสร้างรายได้ให้ทีโอทีปีละ 3,900 ล้านบาท การเช่าอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน 2,000 ล้านบาท และการเช่าเสาโทรคมนาคม 13,000 ต้น วงเงิน 3,600 ล้านบาท แต่ละปีทีโอทีจะมีรายได้ราว 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ล่าสุดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอที ได้ยื่นหนังสือถึง รมว.ไอซีทีและประธานบอร์ดทีโอที ให้เร่งรัดกรณีดังกล่าว เนื่องจากความล่าช้าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อทีโอทีขณะที่ทีโอทีมีปัญหาขาดทุนหนัก.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

Read More