7486_1601281508383m

DHL eCommerce เปิดให้บริการจัดส่งภายในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล (Deutsche Post DHL Group – DPDHL) ผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลก ได้ลงทุนเพื่อขยายการให้บริการมาสู่ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบบริการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร (end-to-end) ให้แก่ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ รวมไปถึงอีกหลายบริการที่โดดเด่นเพื่อรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

ระบบการจัดส่งที่ดีเยี่ยมเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  ดังนั้น ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ จึงมุ่งหวังที่จะมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ให้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ด้วยระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ที่คล่องตัวไม่ติดขัด ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ได้จัดตั้ง ศูนย์กระจายสินค้า ขนาด 3,000 ตารางเมตรในกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายสถานีกระจายสินค้าอีกมากกว่า 20 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อมอบบริการจัดส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่มีการขยายตัวสูงขึ้น ดีเอชแอลจึงมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสถานีกระจายสินค้าให้มีจำนวนขึ้นมากกว่าสองเท่า ภายในปี พ.ศ. 2560 รวมไปถึงการเพิ่มจำนวนรถจักรยานยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดส่งให้เหมาะกับการจราจรภายในเมืองใหญ่ของประเทศไทย

7486_1601281508367u

ทั้งนี้ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ยังสามารถมอบบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับภายในวันถัดไป ด้วยจักรยานยนต์และรถบรรทุก ในพื้นที่เขตเมือง และบริการจัดส่งสินค้าภายใน 2 – 3 วัน ในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการ สามารถใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery – COD) ซึ่งมีบริการนำส่งเงินค่าสินค้าคืนผู้ขายเป็นประจำทุกวัน และศูนย์บริการลูกค้า (call center) ที่สามารถให้บริการได้หลากหลายภาษา

7486_1601281508371W

การเปิดตัวดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของกลยุทธ์ 2020 (Strategy 2020) ของ กลุ่มบริษัทดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล บริษัทยังได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มธุรกิจ Mail เป็น Post – eCommerce – Parcel ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญทางด้านการให้บริการ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซ อนึ่ง ดีเอชแอล เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยให้บริการผ่านกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้แก่  ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ดีเอชแอล โกลบอล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน

คุณโธมัส คิปป์ ประธานกรรมการบริหาร ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจสูง และด้วยตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ผนวกกับสมาร์ทโฟนเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น ทำให้ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เลือกเปิดตัวบริการจัดส่งภายในประเทศที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ 2020 ของกลุ่มบริษัท”

“นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นกว่า 3 เท่า มีมูลค่าสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท (3.6 พันล้านยูโร) ภายในปี พ.ศ. 2563 และด้วยการลงทุนของดีเอชแอลในครั้งนี้ เรามีความเชื่อมั่นว่า เราจะอยู่ในจุดที่พร้อมรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี” คุณโธมัส กล่าวเพิ่มเติม

คุณมัลคอล์ม มอนเตโร ประธานกรรมการบริหาร ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามองเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญหลังจากที่ได้เห็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยมีการคาดการณ์ว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้มีการขนส่งสินค้าในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว จนถือเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่วนแบ่งของอีคอมเมิร์ซในตลาดค้าปลีกของประเทศไทย ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูง โดยยอดขายโดยรวมจาก        อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ประเทศจีนมีมูลค่าสูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์”

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซให้ความสนใจ ด้วยขนาดของตลาดที่คาดว่าจะโตมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี (ตั้งแต่พ.ศ. 2557 – 2563) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า จะเกิดจากกลุ่มธุรกิจ SMEs จำนวนมากที่เริ่มขยับขยายกิจการมาใช้รูปแบบการขายออนไลน์มากขึ้น” คุณมัลคอล์มกล่าวเพิ่มเติม

คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มีความสะดวกในการเข้าถึงบริการอีคอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องมีบริการโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการมอบบริการที่มีมาตรฐานที่ดี ด้วยเหตุนี้ ระบบการจัดส่งที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถใช้เวลากับการบริหารธุรกิจหลักของบริษัท เพื่อให้มีการเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้นบนพื้นฐานของระบบการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพ”

“ความสำเร็จของเราในประเทศอินเดียและจีน แสดงให้เห็นว่าด้วยการบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงระบบการจัดส่งแบบครบวงจร ( end-to-end ) ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอีคอมเมิร์ซ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ไปจนถึงกลุ่มบริษัทใหญ่ที่มีเครือข่ายในหลากหลายประเทศ เราจึงมั่นใจว่าบริการของดีเอชแอลจะช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่กำลังขยายกิจการเข้ามาในรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีข้อได้เปรียบและสร้างจุดขายที่มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง” คุณมัลคอล์มกล่าวปิดท้าย

7486_1601281508383m
ขอบคุณที่มา    http://news.thaiware.com/

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D74sm3ffmMPPQLFxHCnvk70thIVO

กระหึ่มงาน “สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป”

EyWwB5WU57MYnKOuX4BsgeswYajhOUAaRv1NXjxcS7G7C9YnNvi7YM

“พิเชฐ” ดันสร้างเศรษฐกิจไทย เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการใหม่

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในวันที่ 24-27 มี.ค.นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคเอกชน จัดงานไทยแลนด์ สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างโอกาสให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่หรือสตาร์ตอัพของไทย โดยจะเชิญผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ตอัพ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย และกองทุนร่วมทุนหรือเวนเจอร์แคปปิตอลทั้งในและต่างประเทศมาร่วมงาน เพื่อให้กลุ่มสตาร์ตอัพได้เสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และการใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้า แก่ภาคเอกชนและกองทุนฯ จากต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ พร้อมทั้งมีแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อไป

ขณะเดียวกันจะนำนักวิชาการ ที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการคิดค้นนวัตกรรมทั่วประเทศ มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำด้านนวัตกรรมกับกลุ่มสตาร์ตอัพ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลทั้ง 10 กลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ยา ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ หุ่นยนต์ และอวกาศ ทั้งนี้การจัดงานเอ็กซ์โปฯครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างเวทีให้สตาร์ตอัพของไทยมีโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และหากมีการเจรจา มีการร่วมทุนกันเกิดขึ้น จะทำให้ต่างชาติได้เห็นโอกาสในเมืองไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญยังทำให้บรรดานักวิชาการเก่งๆ กลับเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นหรือสมองไหลกลับเข้าไทย

นอกจากนี้ ได้ตั้งเป้าผลักดันให้ภาคเอกชนรายใหญ่และที่มีศักยภาพ หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยจัดสรรเงินงบประมาณ 1% ของรายได้มาลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีเงินสำหรับวิจัยและพัฒนาในแต่ละปีในอัตรา 1% ของผลผลิตมวล

รวมในประเทศหรือจีดีพี หรือประมาณปีละ 130,000 ล้านบาท ภายในปี 2560 จากปัจจุบันที่มีอยู่ปีละประมาณ 0.5% ของจีดีพี เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่น้อยมาก ขณะที่สิงคโปร์ใช้เงินมากถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพื่อลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา โดยสิงคโปร์ใช้เงินลงทุนมากถึงปีละ 2.5%-3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนอิสราเอลใช้เงินปีละ 4.5% ของจีดีพี และจีนที่ลงทุนปีละ 2.12% ของจีดีพี.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX7Fl0pxSqmmfRZjGCwS8HsvjU1MAx8YOFg4McF

มหาเศรษฐินีเพิ่มขึ้นทั่วโลก เผยรอบ 20 ปี “ผู้หญิง” ร่ำรวยกว่า “ผู้ชาย”

EyWwB5WU57MYnKOuX4BsgkOrxGj7OV9iO0VUmUZKeW09ZIKKeD2KWf

เผยจำนวนมหาเศรษฐินีทั่วโลกเพิ่มขึ้นรวดเร็วแซงหน้าผู้ชายภายในช่วงเวลาเพียง 20 ปี เหตุผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในการบริหารธุรกิจครอบครัว บริษัทมหาชน และเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น ชี้สาวเอเชียสร้างฐานะ ดันตัวเองเป็นมหาเศรษฐินีตั้งแต่อายุยังน้อย

นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมหาเศรษฐีที่รวยระดับหลายพันล้านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงหันมาเป็นเจ้าของกิจการและเข้ามามีบทบาทในระดับบริหาร เทียบเท่ากับผู้ชายมากขึ้น โดยพบว่า สัดส่วนผู้บริหารหญิงในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงกิจการครอบครัว (Family Business) ส่วนใหญ่ยังถูกบริหารงานโดยผู้หญิงด้วยเช่นกัน ขณะที่เศรษฐินีเกิดใหม่จากการได้รับมรดกจากบรรพบุรุษก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สอดคล้องกับผลสำรวจ Billionaires Report : The changing faces of billionaires ซึ่งจัดทำโดย UBS Group AG และ PwC ฉบับล่าสุด ที่ระบุว่า อัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีหญิงในโลกมีสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ชาย โดยพบว่า จำนวนเศรษฐีผู้หญิงที่ทำการสำรวจเพิ่มขึ้น 6.6 เท่า ภายในระยะเวลา 20 ปีจาก 22 คนในปี 2538 เป็น 145 คนในปี 2557 ขณะที่จำนวนเศรษฐีผู้ชายเพิ่มขึ้นเพียง 5.2 เท่า โดยจำนวนเศรษฐินีรุ่นใหม่ชาวเอเชียเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น จากข้อมูลพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีหญิงเอเชียเพิ่มขึ้น 8.3 เท่า หรือจาก 3 คนในปี 2548 เป็น 25 คนในปี 2557 ขณะที่สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเพียง 1.7 เท่าและยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 2.7 เท่า

“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันผู้หญิงเอเชียมีหัวก้าวหน้ากว่าในอดีต และต้องการที่จะมีกิจการเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่คุณผู้หญิงเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ไปศึกษาในต่างประเทศ และได้แนวคิดการทำธุรกิจและการบริหารเงินทุนมาปรับใช้ในการก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเอง บางคนก็นำมาต่อยอดธุรกิจครอบครัว จึงไม่น่าแปลกใจที่เรายังพบว่า เศรษฐินีเอเชียกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ประกอบการรุ่นแรกหรือ First-generation entrepreneurs ด้วยกันทั้งสิ้น”

ทั้งนี้ พบว่าสัดส่วนของมหาเศรษฐินีที่สร้างฐานะด้วยตนเอง (Self-made billionaires) ในเอเชียมีจำนวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหญิงสาวที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเองในภูมิภาคนี้มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของเศรษฐีพันล้านทั่วโลก ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯที่ 19% และยุโรป 7% โดยผู้หญิงเอเชียส่วนใหญ่ร่ำรวยจากการเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัว (Family Business) และอายุเฉลี่ยของมหาเศรษฐินีเอเชียอยู่ที่ประมาณ 53 ปี น้อยกว่ามหาเศรษฐินีเอเชีย อเมริกาหรือยุโรปเกือบ 10 ปี (มหาเศรษฐินีเอเชียอเมริกาอายุเฉลี่ย 59 ปี และยุโรปอายุเฉลี่ย 65 ปี)

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า 3 กลุ่มธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้หญิงเอเชีย ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) และสุขภาพ (Health) ขณะที่มหาเศรษฐินีที่รับสืบทอดกิจการมาจากรุ่นพ่อแม่นั้น 72% ยังดำเนินธุรกิจเดิมของครอบครัว แต่ 24% เริ่มขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากอัตราเศรษฐกิจของเอเชียที่เติบโตเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งมีความผันผวน

สำหรับประเทศไทยนั้น นายศิระกล่าวว่า ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนมหาเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากคนรุ่นใหม่หันมาประกอบธุรกิจส่วนตัว และลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนมหาเศรษฐินีของไทยก็เติบโตมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทายาทหญิงที่ได้รับมรดกจากรุ่นพ่อแม่ ขณะที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจมากขึ้นแต่ยังไม่สูงเท่าในต่างประเทศ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More

การกรีดยาง

‘ฉัตรชัย’ ยอมรับซื้อยางไม่คึกคัก ชี้ราคาในตลาดปรับตัวสูงขึ้น

EyWwB5WU57MYnKOuX4CbQFC5ILpNiclH8A487UFyByqaPueFxrHA8T

 

รมว.เกษตร แจง ความคืบหน้ารับซื้อยาง เผย รับซื้อยางแล้ว 141.63 ตัน ชี้ ไม่คึกคักเหตุราคาในตลาดปรับขึ้น-เกษตรกรกังวลเรื่องคุณภาพ พร้อม สั่ง กยท. เพิ่มจุดรับซื้อยางเพิ่มเติม ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการ ใช้ชาวสวนยางเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์…

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยความคืบหน้าการรับซื้อยางพารา ตามนโยบายรัฐบาลว่า หลังจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เริ่มดำเนินการเปิดจุดรับซื้อยางจำนวน 834 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามโครงการส่งเสริมการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ประกอบด้วย ยางแผ่นดิบชั้นสาม 45 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย 42 บาท/กก. น้ำยางดิบ 41 บาท/กก. พบว่า มีการรับซื้อยางแล้วจำนวน 141.63 ตัน จากเกษตรกรจำนวน 1,429 ราย แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบจำนวน 84.27 ตัน น้ำยางสดจำนวน 10.80 ตัน ยางก้อนถ้วยจำนวน 47.29 ตัน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สาเหตุที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการน้อย เนื่องจากราคายางพาราในท้องถิ่นปรับตัวสูงขึ้น อยู่ที่ประมาณ 42 บาท/กก. (ยางแผ่นดิบชั้นสาม) บางพื้นที่ปิดกรีดยางแล้ว เกษตรกรมีความกังวลในเรื่องคุณภาพของยางว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่โครงการกำหนด แต่ก็ยังมีความต้องการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร บางพื้นที่อากาศแปรปรวนฝนตก การรับเงินผ่าน ธ.ก.ส. ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการและย้ำให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนเกิดความโปร่งใส เกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างเต็มที่ หากเปิดช่องที่มีโอกาสทุจริต เชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะเสียประโยชน์จากการสวมสิทธิ์ ผลที่ตามมาเกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบต่อไป ขอให้เชื่อมั่น หากพบเห็นทุจริตขอให้แจ้งมายังกระทรวงเกษตรฯ จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดย กยท. ได้ตั้งศูนย์ประสานงานจุดรับซื้อยาง โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเตรียมสถานที่รับซื้อ และจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่รับซื้อยางให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เท่านั้น และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการใช้ชาวสวนยางเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์

ส่วนความคืบหน้าผลการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เจ้าของสวนยางจำนวน 42,770 ครัวเรือน จำนวนเงิน 359,072,775 บาท คนกรีดยางจำนวน 40,856 ครัวเรือน จำนวนเงิน 226,763,100 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 83,626 ครัวเรือน จำนวนเงิน 585,835,875 บาท จากข้อมูลการรับแจ้งเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 350,882 ครัวเรือน บันทึกข้อมูลลงในระบบแล้วจำนวน 150,882 ครัวเรือน อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้องและบันทึกข้อมูลลงในระบบจำนวน 200,000 ครัวเรือน.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

 

 

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX39XWCdMft2roeV8Ok2I8VFu7PYC48E9MsfKhL

เตือนภัย!! วิกฤติการเงินรอบใหม่ถล่มโลก ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่น่วมหนักสุด

EyWwB5WU57MYnKOuX4BBQuZeHRymscHlZDNYAvDMCUAdoHcCB7gncY

ยังสะสางกันไม่จบ ทั้งอเมริกาและยุโรป ที่เผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จนส่งผลสะเทือนสร้างความเดือดร้อนลุกลามไปทั้งโลก ล่าสุดเหล่านักการเงินระดับแถวหน้าของโลกเกือบ 1,000 ชีวิต ก็มารวมตัวกันระดมสมองเพื่อคาดการณ์ถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินรอบต่อไปที่กำลังจะถาโถมเข้าถล่มโลกของเราอีกระลอก เหนื่อยหนักแน่เพราะมันไม่ยอมสงบลงง่ายๆ

ฟังแล้วสยองเกล้าสุดๆ เพราะเหยื่อของพายุดำทะมึนครั้งนี้คือ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และชาติกำลังพัฒนา ซึ่งก็รวมถึงไทยแลนด์ของเราด้วย เจ้าภาพงานเสวนาครั้งนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระดับโลกนาม “อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์” เสริมทัพด้วยวิทยากรรับเชิญ “รัสเซลล์ นาเปียร์” และ “แอนดรูว์ แลปธอร์น” พร้อมใจกันฟันธงเปรี้ยงว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับหนี้สินท่วมโลกที่กำลังเป็นวิกฤติใหญ่ หมายความว่าคนที่เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิ์ขาดทุนย่อยยับ เพราะตามทวงเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ แถมลูกหนี้ยุคนี้ยังถือคติไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย เจอแบบนี้เข้าไปในที่สุดก็จะพังครืนไปทั้งระบบ เว้นซะแต่ว่าเจ้าหนี้ใจดียอมกดปุ่มรีสตาร์ตล้างหนี้ให้!!

เป้าใหญ่ที่โดนโจมตีหนักสุดคงหนีไม่พ้นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หลายประเทศต้องพึ่งพิงการส่งออกสินค้าไปขายในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดอันดับสองของโลกรองจากอเมริกา กลยุทธ์นี้เคยใช้ได้ผลตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008 ทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ลืมหูลืมตากันมาได้พักใหญ่ แต่ขณะเดียวกัน มันก็ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ก่อหนี้ท่วมหัวแบกกันจนหลังแอ่น เพราะหลงละเลิงกับความอู้ฟู่ จนไร้วินัยทางการเงิน

ตรงนี้ขอขีดเส้นใต้ย้ำเพราะมันคือปัญหาแท้จริง การที่โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปครั้งมโหฬาร เปลี่ยนจากการซื้อสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค หันมาซื้อสินค้าภาคบริการมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กดดันให้ยักษ์ใหญ่แดนมังกรต้องปรับตัวตามอย่างรวดเร็ว โดยเฟดตัวเองจากที่เคยมุ่งเน้นการขยายตัวของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค สู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าภาคบริการมากขึ้น โดยปัจจุบัน ประเทศจีนครองแชมป์ผู้ส่งออกสินค้าเป็นอันดับหนึ่งของโลก และผู้ส่งออกสินค้าภาคบริการเป็นอันดับ 4 ของโลก เมื่อดีมานด์ความ ต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทั่วโลก จึงไม่แปลกที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพืชผลการเกษตรทั้งหลายจะร่วงลงอย่างไม่เป็นท่า เหมือนที่บ้านเรากำลังเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำ

ก็เพราะฝนตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะบริษัทที่ค้าขายเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค–บริโภค ย่อมจะได้รับผลกระทบเต็มๆจากวิกฤติการเงินข้างหน้า นึกง่ายๆว่าถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนทำมาค้าขายไม่ได้ ไม่มีเงินเข้ากระเป๋า แล้วจะไปเอาเงินที่ไหนมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า คราวนี้ก็พังกันไปเป็นวัฏจักรทั้งระบบเศรษฐกิจ ยิ่งมาโดนซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันร่วงทะรูดทะราด รายได้น้อย ค่าครองชีพก็สูง บอกได้คำเดียวว่ากรรมของคนยุคนี้จริงๆ.

 

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX4Bs7Cnm9SgHXZOPHIpfcDlHaPwUPXC2H49aJU

แฉธุรกิจไทยจ้างคนไม่เหมาะกับงาน

EyWwB5WU57MYnKOuX4Bs7Cnm9SgHXZOPHIpfcDlHaPwUPXC2H49aJU

จากการประชุมเรื่อง “รวมพลัง 14 จังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาตามยุทธศาสตร์จังหวัด” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจของธนาคารโลกปี 2006-2009 พบว่า ธุรกิจไทยขาดแรงงานที่เหมาะสมกับงานมากที่สุดในอาเซียน โดยสูงถึงร้อยละ 38.8 ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 12.6 รองลงมาคือ มาเลเซีย ร้อยละ 20.2 ลาว ร้อยละ 18.7 และยังพบว่า ไทยติดอันดับการจ้างแรงงานไร้ฝีมือคิดเป็นร้อยละ 83.5 ของแรงงานทั้งหมดในสถานประกอบการที่ทำการสำรวจ รองลงมาคือมาเลเซีย กัมพูชา ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการศึกษาของไทยเน้นการผลิตเชิงปริมาณทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งการศึกษาก็ไม่สอดคล้องกับความ ต้องการของนายจ้าง ทำให้เกิดการผลิตคนไม่เหมาะสมกับงาน

NjpUs24nCQKx5e1D7jWwbiO1pXgRH1zGRQLSBRUZy96

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวโน้มของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญคือ การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และประชาคมอาเซียน, การศึกษาเพื่อการมีงานทำ และการศึกษาต้องมีผู้ร่วมจัดการศึกษา ซึ่งเป็นแนวโน้มหรือทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยนับจากนี้ และการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ใน 14 จังหวัดที่ สสค.ทำอยู่ เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ถอดบทเรียนออกมาแล้วพบว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านข้างต้น ซึ่งเราจะต้องนำองค์ความรู้นี้ไปเชื่อมต่อกับนโยบายในระดับบนให้ได้.

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/

 

Read More

4DQpjUtzLUwmJZZGV7kjvaLhNeh8ayLJ1J7Y3nm3g12w

น้ำดื่ม-ชาเขียว-เบียร์รับมือภัยแล้ง ขุดบ่อบาดาลตุนน้ำดิบ-เครื่องกรองเพิ่มกำลังผลิต

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUyNDQ5L21vbjI1MDE1OTIuanBn

ธุรกิจเครื่องดื่มระทึก “น้ำดื่ม-ชาเขียว-เบียร์” ดิ้นพลิกตำรารับมือภัยแล้ง “สปริงเคิล” สั่งขุดบ่อบาดาลสำรองน้ำดิบกันเหนียว พร้อมเตรียมเครื่องกรองเพิ่มหากน้ำเค็มหนุน ขณะที่ “คริสตัล” สบช่องฉวยจังหวะทำตลาดรับร้อนเร็วขึ้น ทุ่ม 500 ล้าน เพิ่มกำลังการผลิตรับแนวโน้มตลาดโต ด้านค่ายชาเขียว “อิชิตัน-ยูนิฟ” เกาะติดสถานการณ์ เตรียมงัดแผนสำรองสู้ หากสถานการณ์วิกฤต ขณะที่ค่ายสิงห์ลั่นพร้อมรับมือ เตรียมเพิ่มกำลังผลิตรับไฮซีซั่น

“วิกฤต” ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ทั้งภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์ เหลือปริมาณน้ำรวมกันที่ใช้การได้เพียง 20% รวมถึงเขื่อนต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ย 5-39% นอกจากภาคเกษตรกรรมที่จะกระทบโดยตรงแล้ว ภาคธุรกิจอย่างผู้ผลิตเครื่องดื่มก็ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนรองรับเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องสะดุดตามไปด้วย

น้ำดื่มเตรียมขุดบาดาลช่วย

นายกฤตวิทย์ เลาหธนาพร กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่ม “สปริงเคิล” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้เตรียมแผนรับมือโดยการขออนุญาตทางกรุงเทพมหานคร เจาะบ่อบาดาลเพิ่ม 1 บ่อ ภายในบริเวณโรงงานผลิตแถวดอนเมือง เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรอง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน อาทิ การที่น้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาน้ำเค็ม จากการที่น้ำทะเลหนุนสูงเพราะมวลน้ำจืดที่มีน้อย นอกจากนี้ยังได้เตรียมเครื่องกรองน้ำ และกระบวนการการปรับสภาพน้ำรองรับ เพื่อให้น้ำมีคุณภาพเทียบเท่ากับช่วงปกติ

นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมสำหรับการเพิ่มกำลังการผลิต หากความต้องการน้ำดื่มเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากภัยแล้ง หรือการเข้าสู่หน้าร้อน ที่เป็นช่วงที่น้ำดื่มมีโอกาสการขายสูงที่สุด โดยศักยภาพของโรงงานสามารถผลิตน้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ 3 กะ แต่ปัจจุบันมีการใช้เพียง 1.5 กะเท่านั้น หากมีดีมานด์เพิ่มขึ้นก็สามารถเร่งผลิตได้ทันที

นางทิพย์ จั่นเทศ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี น้ำดื่มสยาม จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มตราสยาม และผู้รับจ้างผลิตรายใหญ่ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ อาทิ เป๊ปซี่, การบินไทย, แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์ ฯลฯ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และหลายฝ่ายคาดว่าจะมีความรุนแรง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการระวังในการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับระบบสูบน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ลดการสูญเสียน้ำลง

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตของโรงงานในจังหวัดปทุมธานี พบว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอ สามารถรองรับการผลิตทั้งในช่วงปกติ ซึ่งมีกำลังผลิตเฉลี่ย 1 ล้านขวดต่อวัน คิดเป็น 60-70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และในช่วงหน้าร้อน ที่ปริมาณการออร์เดอร์จากลูกค้าจะมีเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปทำตลาด ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างไม่มีปัญหา

ขณะที่นายวิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำดื่มคริสตัล ระบุว่า แม้ว่าโรงงานผลิตน้ำดื่มทั้ง 5 แห่ง อาทิ นครราชสีมา ปทุมธานี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และนครสวรรค์ จะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ หรือมีกำลังการผลิตรวม 600 ล้านลิตรต่อปี และเพื่อรองรับความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดที่เติบโตมากขึ้น บริษัทมีแผนจะทุ่มงบฯ 500 ล้านบาท สำหรับสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะช่วยขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 100 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยแล้งหน้าร้อนที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา จึงได้ออกมาทำตลาดเร็วขึ้น จากปกติที่จะเริ่มในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยส่งแคมเปญ “น้ำดื่มไม่ได้เหมือนกันหมด” และมีแอมบาสซาเดอร์ ณภัทร เสียงสมบุญ มาช่วยให้การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับโฆษณาที่จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.เป็นต้นไป และได้เตรียมขยายแวร์เฮาส์ ระบบไอทีรองรับ ตลอดจนการเพิ่มทีมขาย เพื่อให้การกระจายสินค้ามีความครอบคลุม

โดยปัจจุบันเสริมสุขมีรถส่งสินค้า 1,000 คัน มีเครือข่ายร้านค้ากว่า 2 แสนจุดขาย เพื่อรวมกับเน็ตเวิร์กของบริษัทในเครืออย่างไทยเบฟเวอเรจ มีความครอบคลุม 90-95% ของความต้องการตลาด

อิชิตัน-ยูนิฟ เร่งวางรับมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตน้ำดื่มที่ออกมากางแผนตั้งรับภัยแล้งเท่านั้น ทางด้านของผู้ผลิตชาและน้ำผลไม้ อาทิ อิชิตัน และยูนิ-เพรสซิเดนท์ก็เตรียมรับมือกันอย่างเต็มที่

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมแผนรองรับ โดยในส่วนของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นิคมฯจะมีการขุดบ่อบาดาลเพิ่ม เพื่อนำมาเป็นแหล่งน้ำสำรอง

หากสถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรง รวมทั้งยังได้ซื้อเครื่องกรองน้ำไว้อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับกรณีที่น้ำประปาที่เป็นส่วนผสมหลักมีปัญหา และจะต้องนำน้ำบาดาลมาช่วยในการผลิต

อย่างไรก็ตาม ทางนิคมฯยังยืนยันว่าจำนวนน้ำในขณะนี้มีเพียงพอต่อความต้องการ

นายทนุ เนาวรัตน์พงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผักผลไม้รวมยูนิฟ ชาพร้อมดื่ม ยูนิฟ ที ฯลฯ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในกรณีเดียวกันว่า บริษัทมีการติดตามและเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด โดยมีการประชุมกับโรงงานผลิตที่นครปฐมทุกเดือน ซึ่งยังยืนยันว่าปริมาณแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาลที่เป็นวัตถุดิบสำคัญยังคงมีมากพอ และคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการในช่วงหน้าร้อนที่จะถึง

“แหล่งน้ำจากพื้นที่ของเราค่อนข้างมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ และยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก อย่างวิกฤตภัยแล้งในปีที่ผ่านมากระทบหลายพื้นที่ โรงงานเราก็ยังสามารถเดินหน้าผลิตได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ”

“สิงห์” ลั่นพร้อมรับมือ

นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ให้ความเห็นว่า ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริษัทรวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่จึงมีแผนรองรับอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป

นอกจากนี้การมองปัญหาภัยแล้ง ก็สามารถมองได้ทั้งการเป็นวิกฤตและโอกาสได้ หากผู้ประกอบการประเมินว่าดีมานด์ของสินค้าจะเพิ่มขึ้น แล้วเพิ่มกำลังการผลิต มีสต๊อกรองรับ ก็จะเป็นโอกาสทำยอดขายในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลาดเครื่องดื่มในช่วงหน้าร้อนมีการบริโภคสูงกว่าช่วงอื่น ๆ เป็นประจำอยู่แล้วทุกปี โดยบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังผลิตสินค้าอย่างน้ำดื่มรองรับในช่วงไฮซีซั่นดังกล่าวเช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX4BBQlVjZhIBR9PhOOsVhtWIGGLsdudkladVol

หยุดนิสัยแบบนี้ เก็บเงินได้เยอะ แน่นอน !

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUyNTI5L21vbmV5aHViMjUwMTU5LmpwZw==

สาวๆทั้งหลายที่ชอบใช้เงินเก่งและยังไม่รู้เคล็ดลับวิธีการเก็บเงิน จำเป็นเป็นอย่างมากเลยที่จะต้องอ่านและทำความเข้าใจกับบทความดังต่อไปนี้ เพราะไม่เพียงคุณจะสามารถ เก็บเงินได้เยอะ อย่างมหาศาลแล้วแต่ยังเป็นวิธีการใช้จ่ายที่จะนำคุณไปสู่ความมั่งคั่งเลยทีเดียว
ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่ว่าเกิดเป็นหญิงทั้งทีจะช็อป หรือทำการซื้อของต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง วันนี้คุณควรหยุดและเพลาพฤติกรรมเหล่านั้นๆได้แล้วนะ เพราะอนาคตข้างหน้าคุณจะทำงานไหวมั้ย คุณจะยังได้ทำงานอยู่อีกหรือเปล่า หรือว่าคุณมีกำลังในการทำงานได้มากเพียงไหน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรเริ่มคิด หรือเริ่มไตร่ตรองกันได้แล้ว เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่แน่นอนเลยสำหรับโลกนี้ วันข้างหน้าคุณอาจตกงาน อาจเกิดการเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ ใครจะไปรู้
วันนี้ควรริเริ่มที่จะเก็บเงินกันได้แล้ว เพราะหากคุณเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ การบรรลุเป้าหมายก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ยากกันเลยแค่เพียงคุณได้เจียดเงินที่ใช้จ่าย ช็อป อย่างไม่ลืมหูลืมตามาใส่บัญชีเพื่ออนาคตไว้ วันนี้เรามาสอน และเป็นการแนะนำวิธีการเก็บเงินให้ได้เยอะ เร็ว และไม่ลำบากแก่ตัว ผู้เก็บ มาฝากกัน ดังนี้
อย่ามาอ้าง !
เลือกเสียนิสัยที่จะต้องให้รางวัลประจำเดือนเมื่อเงินเดือนออก เพราะข้ออ้างต่างๆนาๆที่เกี่ยวกับรางวัลการทำงาน ค่าเหนื่อย เป็นเพียงข้ออ้าง วันนี้คุณต้องหัดที่จะเรียนรู้การอดใจ อดกลั้น และหากอยากได้ หรือต้องการอย่างจริงจังก็ควรที่จะออม หรือหาเงินจากงานนอกมาเสริม เพื่อสิ่งของชิ้นนั้นจะได้ดูมีค่าอีกด้วย เชื่อได้เลยว่าเดือนนี้หากมีรางวัลประจำเดือน เมื่อคุณอยากได้ของชิ้นไหนอีก คุณก็จะหาข้ออ้างอีกเช่นเคย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดเลย นั่นก็คือเลิกเสียรางวัลประจำเดือน แต่จะมีได้ก็ก็คงจะเป็นวันที่สำคัญๆจริงๆ เช่นวันเกิดปีละครั้งก็จัดได้เลยว่าเพียงพอแล้วล่ะ
หยุดเป็นมนุษย์เสพติดปาร์ตี้
เลิกนิสัยชอบเที่ยวสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงเสียที เพราะไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองเงินทองแต่มันเสียสุขภาพอย่างไม่น้อยเลย หากจำเป็นจริงๆหรือเกิดความเครียดและต้องการที่จะปาร์ตี้จริงๆนานๆครั้งก็ได้ แต่ทั้งนี้การที่จะปาร์ตี้สักครั้งต้องคำนึงถึงงบประมาณในกระเป๋าคุณด้วย เพราะวันนี้หากคุณใช้เกินตัว จะทำให้คุณเองมีเงินใช้ไม่พอสิ้นเดือนอย่างแน่นอน และคงจะไม่พ้นดึงเงินเก็บมาใช้อย่างแน่นอน ดังนั้นการที่จะปาร์ตี้นั้นคุณจะต้องไตร่ตรองให้เป็นอย่างดีกันเลยนะคะ

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

Read More

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ny8xOTM4MjIyLzY3NDMyNC0wMS5qcGc=

พม.คาดยอดขาย50ล.งานตลาดน้ำใจวิถีไทยผดุง

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ny8xOTM4MjIyLzY3NDMyNC0wMS5qcGc=

พม. คาดยอดขายทะลุ 50 ล้านบาท พร้อมยอดผู้เยี่ยมชมร่วม 100,000 คน ก่อนปิดงาน ‘พม. ตลาดน้ำใจ วิถีไทยผดุง’ อย่างเป็นทางการ วันนี้

พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิดงาน “พม. ตลาดน้ำใจ วิถีไทยผดุง” ภายใต้แนวคิด “โอกาส เกียรติ กำลังใจ คนไทยรัก และเกื้อกูลกัน” ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เป็นผู้แทนกระทรวงฯ เข้าร่วมในพิธีปิดงาน “พม. ตลาดน้ำใจ วิถีไทยผดุง” ซึ่งเป็นโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าและให้บริการ เป็นการเชื่อมโยงการตลาด จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง สำหรับระหว่างวันที่ 6 – 26 มกราคม 2559 กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รับมอบหมายให้เป็น เจ้าภาพหลักในการจัดงาน “พม. ตลาดน้ำใจ วิถีไทยผดุง” ทั้งนี้ ภายในงานมีการออกร้านจำนวนกว่า 100 ร้านค้า สำหรับผลการดำเนินงาน “พม. ตลาดน้ำใจ วิถีไทยผดุง” ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ม.ค. 59) ประชาชนทั่วไปจำนวนมากให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมงานเพื่อ เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ใช้บริการต่างๆ รวมทั้งชมนิทรรศการและการแสดงที่น่าสนใจ โดยมียอดประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมงาน จำนวนทั้งสิ้น 85,968 คน ประกอบด้วย ชาวไทย จำนวน 84,670 คน ชาวต่างชาติ จำนวน 923 คน และสื่อมวลชน จำนวน 375 คน อีกทั้งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน จำนวน 10,832 คน สำหรับยอดจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการ เป็นเงินทั้งสิ้น 48,406,849 บาท ประกอบด้วย ยอดการสั่งจองสินค้า เป็นเงิน 338,522 บาท ยอดการประมูลทรัพย์หลุดจำนำ เป็นเงิน 3,820,480 บาท ยอดทำสัญญาเช่าซื้อที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เป็นเงิน 33,604,435 บาท

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานทั้งหมดจะทำให้กลุ่มเป้าหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รับโอกาส เกียรติ และกำลังใจ ที่จะก่อให้เกิดพลังมากกว่าภาระของสังคม อีกทั้งประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ได้ร่วมกันทำบุญอีกด้วย

 

 

ขอบคุณที่มา    http://news.sanook.com/

Read More

242679

ปลดล็อกธงแดงการบิน ชง ครม.จ้างผู้เชี่ยวชาญอังกฤษ 250 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuX4AEtLCDaFlv5O7QLGoVMtcllCdjhTFkjPzQyq

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ทาง กพท.จะเสนอขออนุมัติใช้งบกลางจากรัฐบาลวงเงินราว 250 ล้านบาท เพื่อว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษ (ซีเอเอไอ) วงเงิน 3.2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 170 ล้านบาท (1 ปอนด์ต่อ 52 บาท) และค่าหลักสูตรการฝึกอบรม 80 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางด้านการบินและปลดล็อกธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ)

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า ภายในเดือน ก.พ.นี้ จะสามารถลงนามว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากซีเอเอไอได้ โดย กพท.จะเน้นในส่วนการตรวจสอบการออกใบอนุญาตประกอบการบิน ซึ่งกรอบวงเงิน 3.2 ล้านปอนด์นั้นต้องจ่ายตามจริง โดยก่อนเริ่มงานผู้เชี่ยวชาญจะต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้กฎระเบียบการบินตามคู่มือของไทยก่อน ส่วนขั้นตอนการตรวจสอบการออกใบอนุญาตสายการบินน่าจะเริ่มได้ราวเดือน พ.ค.59 โดย 1 สายการบิน จะใช้เวลาตรวจ 6 เดือน แต่การตรวจสอบนั้น

จะดำเนินการควบคู่พร้อมกันคราวละหลายสายการบินโดยใช้ระบบหมุนเวียนการทำงาน เพื่อเร่งรัดให้เสร็จตามเป้าหมายในสิ้นปี 59 แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละสายการบินด้วย ล่าสุดมี 3 สายการบิน คือ การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส และนกแอร์ ที่ยื่นเอกสารพร้อมให้ตรวจสอบแล้ว

“ไอซีเอโอกำหนดให้ตรวจสอบออกใบอนุญาต 28 สายการบินใหม่ที่บินระหว่างประเทศ แต่ กพท.จะตรวจสอบ 41 สายการบินที่ได้รับอนุญาต แต่จะตรวจสอบได้เสร็จทันหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละสายการบิน”.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More