EyWwB5WU57MYnKOuYBtakO4GIv865W3GPXmjjdGyVeAN6xzzgmkudc

สปส. ห่วงใยผู้ประกันตน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559

money (1)

          พันตำรวจตรีหญิง รมยง สุรกิจบรรหาร รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และโฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เนื่องจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ผู้ประกันตนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ และอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินและไม่สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล จึงได้ขอความร่วมมือจากสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ดังนี้

 1. สถานพยาบาลสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนจากสำนักงานประกันสังคมในท้องที่ที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 เพื่อช่วยให้ผู้ประกันตนมิต้องทดลองใช้เงินค่าบริการทางการแพทย์
 2. หากตรวจสอบพบว่าผู้ประกันตนมีสิทธิที่สถานพยาบาลอื่น โปรดแจ้งสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของผู้ประกันตนเป็นเอกสารโดยเร็ว โดยไม่ต้องรอครบระยะเวลา 72 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและรับผู้ประกันตนกลับไปรักษาพยาบาลและขอให้สถานพยาบาลเก็บเอกสารการแจ้งดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานประกอบคำขอยื่นขอรับค่าบริการทางการแพทย์ของผู้ประกันตน
 3. กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้ประกันตน หรือเกิดปัญหาในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน ขอให้สถานพยาบาลประสานงานกับสำนักงานประกันสังคมในท้องที่ที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ รวมทั้งประสานงานในการให้บริการทางการแพทย์กรณีผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือสอบถามสายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง
4. กรณีตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตนพบว่าไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมหรือสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว ขอให้สถานพยาบาลประสานงานขอความช่วยเหลือได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1330 เพื่อใช้สิทธิตามบันทึกความร่วมมือในการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนไทยของ 3 กองทุนสุขภาพของรัฐ
 “อย่างไรก็ดีสำนักงานประกันสังคมขอให้ผู้ประกันตนทุกคนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วยความสุข และขอให้มีความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน หากมีปัญหาเรื่องงานประกันสังคมสามารถติดต่อโทรศัพท์สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง” พันตำรวจตรีหญิง รมยง กล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/344881/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJLPdh1hQVs5DhVKyl7Q3AUOzACH6JRkfO47

ททท.กระตุ้นแรงเที่ยว แนะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ได้คืนภาษี

EyWwB5WU57MYnKOuX7IKZ4Mx7we2MK0MCBkMoaCPJRcpPGGPyWExcM

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงนโยบายลดหย่อนภาษีจากการช็อปปิ้งวันที่ 25-31 ธ.ค.นี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายว่า ททท.เตรียมจัดโครงการช็อปช่วยชาติ ส่งเสริมการขายพิเศษในรูปแบบแฟลชเซลล์ หรือการขายแบบนาทีทอง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มโรงแรม สปา และบริษัทนำเที่ยว ออกบูธจำหน่ายราคาพิเศษในเวลาจำกัด 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น. วันที่ 29 ธ.ค.นี้ ที่เอ็ม ดิสทริค ทางเชื่อมบีทีเอสพร้อมพงษ์ โดยมีเงื่อนไขต้องใช้บริการภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้เท่านั้น “ตั้งเป้าว่างานนี้จะกระตุ้นการใช้จ่ายโดยตรงราว 10 ล้านบาท โดยจะเก็บตกกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวระดับกลาง ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเดินทาง โดยใช้การลดราคาแพ็กเกจกว่า 20-30% และจะจัดกิจกรรมเฟลชเซลล์นี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับนโยบายรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจจากกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก”

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเทศกาลปีใหม่ และรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการ แนะนำให้เลือกซื้อสินค้า Green Gift หรือของขวัญสีเขียว ที่ช่วยรณรงค์ประหยัดพลังงาน และยังนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบมาลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาทได้ด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้ฉลากประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาทิ โทรทัศน์ ตู้เย็น กระติกน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ พัดลม เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น และขอให้สังเกตฉลากประสิทธิภาพพลังงานในอุปกรณ์พลังงานอื่นๆ ที่ไม่ใช้ไฟฟ้าของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้ออกฉลากแล้วอีก 7 ประเภท อาทิ เตาหุงต้มใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว กระจก ฉนวนใยแก้ว และที่อยู่ระหว่างเตรียมออกฉลากอีก 3 ประเภท.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/555641

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9D0rFQ1A7OWOyx

ลดภาษีช็อปช่วยชาติไม่เอื้อคนรวย

EyWwB5WU57MYnKOuX7IKZ4LlOUPtLqVgGDVCaVPMKbVxK4SHItsadP

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยถึงมาตรการลดหย่อนภาษี 15,000 บาทจากการซื้อสินค้าและบริการวันที่ 25-31 ธ.ค.นี้ ว่ามาตรการนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวยอย่างวิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะจากสถิติพบว่า ผู้มีรายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท เสียภาษี 5% มีภาระภาษี 7,500 บาทนั้น จะได้รับการลดหย่อน หรือได้คืนภาษี 750 บาท คิดเป็น 10% ถือเป็นอัตราการคืนสูงสุดเมื่อเทียบคนที่มีรายได้สูงกว่า, ผู้มีรายได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% มีภาระภาษี 27,500 บาท จะได้รับเงินคืน 1,500 บาท หรือ 5.45%, ผู้มีรายได้ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15% มีภาระภาษี 65,000 บาท จะได้รับเงินคืน 2,250 บาท หรือ 3.46%, ผู้มีรายได้ 750,001-1 ล้านบาท เสียภาษี 20% มีภาระภาษี 115,000 บาท ได้รับเงินคืน 3,000 บาท หรือ 2.61%

ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 1,000,001-2 ล้านบาท เสียภาษี 25% มีภาระภาษี 365,000 บาท ได้รับเงินคืน 3,750 บาท หรือ 1.03%, รายได้ 2,000,001-4 ล้านบาท เสียภาษี 30% มีภาระภาษี 965,000 บาท ได้รับเงินคืน 4,500 บาท และผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% มีภาระภาษี 2,715,000 บาท ได้รับเงินคืน 5,250 บาท หรือ 0.19% “คนที่มีรายได้เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษีสูงสุด 35% ได้รับประโยชน์น้อยกว่าคนรายได้น้อย เพราะคนที่มีรายได้มากในแต่ละปีจะเสียภาษีนับแสนบาท แต่ได้รับเงินคืนจากมาตรการนี้เพียง 4,000-5,000 บาทเท่านั้น มั่นใจว่า มาตรการนี้ จะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (29 ธ.ค.) กระทรวงจะเสนอมาตรการภาษีเล่มเดียวให้พิจารณา”

ขณะที่นางสาวกุลยา ตันติเตมิท รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กล่าวว่า มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อน 15,000 บาท มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.2% แต่ไม่สามารถชดเชยกับมูลค่าการส่งออกในปีนี้ที่ลดลงได้ ทำให้คาดว่า จีพีดีปีนี้จะขยายตัว 2.8% และปีหน้าต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะสหรัฐฯ ใช้นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น ยุโรปมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนญี่ปุ่นยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินโลกผันผวนและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/555643

Read More

p19l8fot671n15b6a1dqsh27eb25

สรรพากรแนะยื่นภาษีหลัง 10 ม.ค.59 เหตุต้องปรับระบบ

mon2812582

กรมสรรพากรแนะให้ประชาชนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหลังวันที่ 10 มกราคม 2559 เนื่องจากต้องปรับระบบรองรับ การออกมาตรการซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 15,000 บาท หักลดหย่อนภาษีขณะที่นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนซื้อสินค้าที่จำเป็น และศึกษาเงื่อนไขลดหย่อนภาษีให้ชัดเจน

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า หลังรัฐบาล ออกมาตการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการราคาไม่เกิน 15,000 บาทระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคมนี้ เพื่อให้นำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ มาหักลดหย่อนภาษีตามฐานรายได้

ดังนั้นจึงต้องปรับระบบรองรับการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีตามนโยบาย จึงแนะนำให้ผู้ที่ต้องการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีกับกรมสรรพากรให้เริ่มยื่นแบบในวันที่ 10 มกราคม 2559

โดยให้ดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หลังจากสิ้นเดือนมีนาคมในปี 2558 ประชาชนยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 70 ของการยื่นแบบทั้งหมด คาดว่าในปีนี้จะยื่นแบบสูงถึงร้อยละ 80 ในปี 2559

ด้านพลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีที่ประชาชนให้ความสนใจและใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นพิเศษอีก 15,000 บาท ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

แต่ขอให้เลือกซื้อสินค้าที่จำเป็น หรือเป็นบริการที่วางแผนจะใช้อยู่แล้วตามความเหมาะสมของแต่ละครัวเรือน รวมทั้งควรศึกษาเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีให้ชัดเจน และ เป็นการนำค่าใช้จ่ายไปหักจากรายได้สุทธิก่อนคำนวนภาษี เช่นเดียวกับการซื้อกองทุน หรือประกันชีวิต ซึ่งแต่ละคนมีฐานภาษีที่แตกต่างกันตามฐานรายได้

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/344735/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuYBtakOvHqs5TAcVHgDHLWdw4jww852HuGIbqRI

น้ำมันถูกพ่นพิษ”ปั๊มก๊าซ”ส่อเจ๊ง! เชื่อปีหน้าทยอยปิดเหลือไม่ถึง2พัน

mon2112583

ธพ.เผยแนวโน้มขายปลีกน้ำมันปี”59 ยังต่ำ กระทบธุรกิจปั๊มก๊าซแอลพีจี เอ็นจีวี ลูกค้าหันเติมน้ำมันราคาถูก ชี้ภาคขนส่งเริ่มเห็นผลแล้ว ปีหน้าทยอยปิดตัวเหลือต่ำกว่า 2 พันแห่ง ลามถึงผู้ติดตั้งอุปกรณ์ในรถเอ็นจีวีไม่มีลูกค้าเพิ่ม

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) และประธานกรรมการบริษัท วี เซิร์ฟ กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ธุรกิจด้านขนส่งหรือโลจิสติกส์ของไทยกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะการส่งออกและนำเข้าของไทยที่ติดลบต่อเนื่อง เพราะปริมาณสินค้าที่ขนน้อยลงมาก ประกอบกับสินค้าภาคการเกษตรของไทยเองก็มีผลผลิตไม่มากนักในปีนี้ เพราะประสบภาวะภัยแล้ง

ส่งผลให้รถบรรทุกที่มีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านคันต้องว่างงาน คือหยุดวิ่งถึง 50% ทำให้เกิดพฤติกรรมประคองธุรกิจ คือ ผู้ประกอบการรถบรรทุกรายย่อยจะมีการนำรถไปจำนอง (รีไฟแนนซ์) หรือขายมากขึ้น หากธุรกิจเหล่านี้อยู่ไม่ได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอาจประสบปัญหาด้านโลจิสติกส์ได้

นายธนิตกล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจโลจิสติกส์ถือว่าเหนื่อยสุด และจากปัจจัยต่างๆ คาดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงปลายไตรมาส 2 ปี 2559 เป็นอย่างช้า ดังนั้นผู้ที่จะอยู่รอดคือผู้ที่สามารถปรับตัวเองในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง หากไม่ปรับตัวจะอยู่ยาก ตัวอย่างของบริษัทล่าสุดที่มีการปรับตัวด้วยการแตกไลน์ธุรกิจ อาทิ การทำเทรดดิ้ง โดยอาศัยการขนส่งสินค้าที่บริษัทรู้จักผู้ผลิต รู้จักสินค้าอยู่แล้ว จึงรับซื้อไปขายเอง ทั้งขายปลีกและขายส่ง เป็นต้น

นายสุริยา คำสุวรรณ นายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งไทย กล่าวว่า แนวโน้มปี 2559 คาดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะไม่ซื้อรถบรรทุกเพิ่ม รวมทั้งไม่ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เนื่องจากขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันถูกมาก โดยเฉพาะดีเซลที่เหลือลิตรละไม่ถึง 21 บาท ขณะที่ราคาเอ็นจีวีกลับสวนทางเพิ่มขึ้น และภาครัฐอาจจะพิจารณาลอยตัวราคาตามต้นทุนในปี 2559 อีก

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันขายปลีกที่ลดลงต่อเนื่องตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก และทิศทางยังต่ำในปี 2559 ทำให้แนวโน้มการทำธุรกิจสถานีบริการ (ปั๊ม) ก๊าซแอลพีจีและก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) จะลำบาก และโอกาสการเกิดขึ้นของปั๊มใหม่คงจะไม่มีเช่นกัน เนื่องจากขณะนี้ยอดใช้ภาพรวมลดต่ำเพราะผู้ใช้หันไปเติมน้ำมันที่ราคาถูกแทน

โดยปัจจุบันปั๊มแอลพีจีมีอยู่ประมาณ 2,040 แห่ง ยอดใช้แอลพีจีในภาคขนส่งลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้ปั๊มแอลพีจีเริ่มมีการทยอยปิดตัวบ้าง และปี 2559 มีโอกาสจะลดลงต่ำกว่า 2,000 แห่ง ขณะที่ปั๊มเอ็นจีวีที่มีหลักร้อยแห่ง หลังราคาขายปลีกมีทิศทางสูงขึ้นเพราะรัฐจะต้องปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ขณะนี้การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้ในรถเอ็นจีวีใหม่ๆ แทบไม่เกิดขึ้น ขณะที่ปั๊มเอ็นจีวีของ ปตท.ไม่มีแผนขยายปั๊มใหม่ โดยผลจากการที่ผู้ใช้พอใจกับน้ำมันขายปลีกที่ต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การติดตั้งให้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องด้วยแน่นอน

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/343089/

Read More

f2

ฮือฮา ยังกับถูกหวย! เรืออวนดำวางครั้งเดียว จับปลากระมงถึง 8 ตัน มูลค่าล้านบาท

f1

(22 ธ.ค.58) นายเจริญไชย ศรีสุวรรณ หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลฝั่งอันดามัน จ.กระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์การแจ้งเข้าออกทำการประมง จ.กระบี่ เข้าตรวจสอบท่าเรือน้ำลึก ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ หลังรับแจ้งว่ามีชาวประมงเรืออวนดำ สามารถจับปลากะมง หรือ ปลามง ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจและมีราคาสูงได้จำนวนมาก ซึ่งหลังจากลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่าเรือที่จับปลากะมงคือเรือ ชื่อ ยุทธนาวีนำทรัพย์ 11 มีนายยุทธนา ประมง เป็นไต๋เรือ กำลังทยอยนำปลาขึ้นจากเรือเพื่อส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ นำส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

โดยพบว่า ปลากะมงที่จับได้ มีขนาดตัวละ 1.2-1.3 กก.ราคากิโลกรัมละ 120 บาท มีน้ำหนักประมาณ 8,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ1 ล้านบาท โดยการวางอวนดำครั้งนี้ เรือลำดังกล่าวได้ไปวางที่บริเวณหลังเกาะเสม็ด ใกล้กับเกาะปอดะ ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นการวางอวนเพียงครั้งเดียวก็ได้ปลามากถึง 8 ตัน

f2

นายเจริญไชย ศรีสุวรรณ หัวหน้าศูนย์บริการจัดการประมงทะเลฝั่งอันดามัน จ.กระบี่กล่าวว่า ช่วงนี้ชาวประมงพาณิชย์ จ.กระบี่ ซึ่งมีเพียงเรืออวนดำ สามารถจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณมากขึ้น และบางครั้งก็เหมือนถูกหวย เพราะจับได้ครั้งละนับล้านบาท สาเหตุมาจากการปิดอ่าวให้ปลาวางไข่และเลี้ยงตัววัยอ่อนในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งมาตรการคุมเข้มเรือประมงผิดกฎหมายบางประเภท ที่ต้องมีใบอนุญาต และการคุมการทำประมงในบางวัน ทำให้มีสัตว์น้ำเข้ามาหากินในน่านน้ำกระบี่ รวมทั้งเรือมีจำนวนน้อยลง การจับสัตว์น้ำจึงจับได้มากขึ้น

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/343457/

 

Read More

k2

งบตําบล5ล้านปลูกผัก ยกระดับคุณภาพชีวิต

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJrMW4JBwfsqmB9GQk5M7thZQvmeflUUu2cH

นายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นอภ.จะนะ จ.สงขลา เผยว่า อ.จะนะ เป็น 1 ใน 16 อำเภอของ จ.สงขลา ได้รับงบประมาณ 70 ล้านจากโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) ซึ่งถือว่าได้รับงบมากที่สุดของจังหวัด เนื่องจากมี 14 ตำบล โครงการตำบลละ 5 ล้าน ของ อ.จะนะ ได้ สำรวจจากปัญหาและความต้องการของคนในหมู่บ้าน แล้วเสนอโครงการมายังอำเภอ ซึ่งขณะนี้ อ.จะนะ มี 193 โครงการ จะเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้กับหมู่บ้าน ที่ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2559 ซึ่ง โครงการทั้งหมดนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับตำบลได้เป็นอย่างดี

ด้านนายมะหะหมัด โต๊ะยะลา กำนัน ต.ป่าชิง เปิดเผยว่า ถนนสายบ้านท่าคลอง หมู่ 4 ต.ป่าชิง อ.จะนะ เป็นถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขาดการพัฒนา แต่ภายหลัง ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ โครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) ซึ่ง ต.ป่าชิงได้รับงบประมาณ 540,000 บาท ดำเนิน 2 โครงการ คือ โครงการขุดลอกคลองและโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสองข้างทางถนนสายบ้าน–ท่าคลอง เพื่อพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กำลังคนในหมู่บ้านร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนาสองข้างทางระยะ 3 กิโลเมตร บนพื้นที่ 600 ตารางเมตร ซึ่งโครงการนี้ใช้งบประมาณ 200,000 บาท ในการจัดซื้อหน่อกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง จัดซื้อน้ำหมักชีวภาพ เพื่อมอบหมายให้แต่ละครอบครัว รับผิดชอบพื้นที่ดูแลต้นกล้วย และบางครอบครัวได้ปลูกผักสวนครัว ผักริมรั้วกินได้ เพื่อปรับเปลี่ยนให้ ถนนสายนี้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีต้นกล้วย 2 ข้างทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สำหรับผลผลิตของกล้วยจะตกเป็นของกองทุนกลางในหมู่บ้าน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/553475

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9D0rFQ1A7OWOyx

ราชกิจจา ประกาศ! ช็อปช่วยชาติไม่เกินหมื่นห้า ใช้ใบกำกับลดภาษี

EyWwB5WU57MYnKOuX7GzrwpBYxIn3c3ZJEM6vL0ocTai9vZFSXK23g

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ช็อปช่วยชาติ เว้นภาษีค่าซื้อสินค้า-บริการ ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บ. ดีเดย์ วันนี้!! เผย ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของปชช. คาด จีดีพีปีนี้เพิ่ม 0.1-0.2% …

วันที่ 25 ธ.ค.58 ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศใช้กฎกระทรวง ยกเว้นภาษีเงินได้สําหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามจํานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องนํามารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายเงินเป็นค่าซื้อสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น ราชกิจจานุเบกษา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยถึง ของขวัญปีใหม่ที่มอบให้กับประชาชน ในปีนี้ว่า มาตรการ ภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2558 โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในระหว่างวันที่ 25 -31 ธ.ค. นี้ จาก ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท คาดว่า จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชนคนไทยในช่วง 7 วันดังกล่าวและคาดว่าจะช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปีนี้ เพิ่มขึ้น 0.1-0.2% สำหรับเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท

“มาตรการดังกล่าวนั้น เพื่อช่วยให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของรายได้ที่สูญไปนั้นไม่ได้มี ปัญหาอะไรเพราะอยากให้เป็นของขวัญและความสุขของคนไทย นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่าย” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายประสงค์ พูนธเนศ กล่าวว่า ในส่วนของอบายมุขทุกชนิดไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยมาตรการดังกล่าวนั้นเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเน้นว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิ คือบุคคลธรรมดา ที่ซื้อสินค้าและบริการในช่วงเวลาดังกล่าว ซื้อสินค้าที่จดทะเบียน จึงจะนำเงินค่าซื้อสินค้ามาหักลดหย่อนได้ ประจำปี 2558 ได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ

สำหรับรายละเอียดในการหักลดหย่อนภาษีหรือเงื่อนไขนั้นประกอบด้วย จะต้องมีลักษณะคำว่า ใบกำกับภาษี มีชื่อผู้เสียภาษี เลขผู้เสียภาษี มีชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี มีเลขของเล่ม ชื่อ ชนิด ประเภท และปริมาณ ต้องมีในใบกำกับภาษี จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แยกภาษี และจำนวนให้ชัดเจน ข้อความอื่น สาขาที่ เป็นต้น ซึ่งทางกรมสรรพากรจะนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบขึ้นหน้าเว็บกรมสรรพากร

NjpUs24nCQKx5e1D7sD2qa5o5i1uuH0eA7BvylLyB00

รายละเอียดของสินค้าที่ได้รับการนกเว้นให้นำไปไปใช้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับสินค้าและบริการที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้นั้นจะต้องเป็นสินค้าและบริการ ที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมในโครงการดังกล่าวได้ คือกลุ่มสุรา ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ ในการหักลดหย่อนมีเงื่อนไข คือ มีการซื้อ และการชำระ และการใช้บริการ การชำระเงินในระหว่างวันดังกล่าวเท่านั้นมีหลักฐานการซื้อสินค้าเต็มรูปแบบ สินค้าและบริการดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

ส่วน กรณีของค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ แม้จะมีการชำระเงินในช่วงวันดังกล่าว เนื่องจากเป็นการใช้บริการก่อนหน้า เพราะวัตถุประสงค์คืออยากให้ซื้อสินค้าหรือบริการ ในช่วงวันดังกล่าว ขณะที่การซื้อสปา 15,000 บาท และใช้ต่อเนื่องหลายครั้งไม่ได้ ต้องใช้บริการในช่วงนี้เท่านั้น

ด้านกรณี ที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการหลายใบสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่จะต้องมารวมกันแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ส่วนการทำศัลยกรรมหน้าอก หรือไปทำเสริมจมูก คิ้วได้หรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ถ้าสถานบริการออกภาษีเต็มรูปแบบ และมีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในระบบสามารถหักได้ แต่ขึ้นอยู่กับสถานบริการดังกล่าวอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และจะต้องมีการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ

นายประสงค์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถใช้รวมกับการคืนภาษีท่องเที่ยวได้หรือไม่นั้นไม่ สามารถใช้สิทธิทั้ง 2 อย่าง จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนการ ซื้อแพ็กเกจทัวร์หักได้หรือไม่ เรามุ่งเน้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในประเทศเท่านั้น จึงไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ด้านประกันอุบัติเหตุนำมาหักลดหย่อนไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ขณะที่ การซื้อทองรูปพรรณในทองนั้น เป็นสินค้าที่อยู่นอกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีค่ากำเหน็จที่อยู่ในภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกันในเฉพาะค่ากำเหน็จเท่านั้น

ด้านการซื้ออะไหล่รถยนต์หักได้ ซื้อพวกกิฟต์วอชเชอร์ ไม่สามารถใช้ได้เพราะกิฟต์วอชเชอร์ไม่ได้มีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้านนวดหน้า สปา ได้เช่นเดียวกัน หากมีการใช้ในวันดังกล่าวเท่านั้น

“สำหรับการออกมาให้ข่าววันนี้เพราะเป็นมาตรการภาษีของขวัญปีใหม่ ถ้าข่าวออกมาก่อนคนจะไม่รีบซื้อของ ทำให้กระทบกับการค้า เพราะมีในส่วนของกฎหมาย ในการยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา ถ้าไม่ใช้สิทธิยื่นได้เลย ถ้าใช้สิทธิกรมขอดีเลย์ ในการปรับลิงก์ทั้งหมด ขอเทสระบบ ในการคืนภาษีทำได้รวดเร็วแน่นอน เพราะเราไม่อยากให้ท่านมีความสุขแค่เจ็ดวันเท่านั้น” นายประสงค์ กล่าว

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรมสรรพากรจะต้องเร่งดำเนินการว่าสินค้าชนิดใดได้ และไม่ได้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของประชาชน และจะต้องชี้แจงว่ามาตรการดังกล่าวนั้นไม่ได้คืนภาษีทั้งหมด 15,000 บาท ซึ่งการคืนภาษีนั้นจะคืนตามฐานภาษี หากเสียภาษีในฐาน 5% จะได้รับการคืนภาษี 750 บาท เป็นต้น

“รายได้ที่หายไป ไม่เท่ากับความสุขของคนไทยที่จะได้มีการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นมองว่าความสุขของคนไทยมากกว่าภาษีที่หายไป หายไปแต่ที่ได้กลับมามากกว่า” นายสมชัย กล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/554096

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9Lu5225iX332Ex

รู้ไว้ไม่พลาด! ไขข้อข้องใจ เที่ยว-ช็อป สิ้นปี ลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาท

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJLPdh1hQVs5DhVKyl7Q3AUOzACH6JRkfO47

เรียกว่าเป็นข่าวดีสำหรับนักช็อป!! หลังรัฐบาลประกาศลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี 58 นอกจากเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ได้ลดภาษีจากการซื้อสินค้าแล้ว ในเดือนเดียวกัน ยังมีมาตรการภาษีส่งเสริมเที่ยวทั่วไทยที่ออกมาก่อนหน้าอีกด้วย เรียกว่า ภายในเดือนเดียว ลดหย่อนภาษีรวมแล้วถึง 30,000 บาท

ทั้งนี้ หลายคนคงเริ่มสงสัยว่ามาตรการดังกล่าวมีเงื่อนไขอย่างไร? รวมทั้งเจ้าใบกำกับภาษีที่ว่านั้นเป็นแบบไหน? “ไทยรัฐออนไลน์” มีคำตอบ …

ต้องท้าวความกันเล็กน้อยว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ของขวัญปีใหม่กับประชาชน โดยการออกมาตรการนี้เป็นเหมือนการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งนับเป็นเดือนแห่งเทศกาล ที่ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการซื้อสินค้า และบริการต่างๆ เป็นจำนวนมากอยู่แล้วNjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9Lu5225iX332Ex

กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี

โดยทางภาครัฐฯ ได้เริ่มเดินหมากแรกด้วย “มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ” ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-31 ธ.ค. ซึ่งเป็นกรณีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าโรงแรมภายในประเทศ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการยื่นลดหย่อนภาษีตามมาตรการนี้จะต้องเป็นผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โดยผู้ยื่นขอลดหย่อนจะต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีที่ระบุ ชื่อ นามสกุล ของผู้มีเงินได้ที่จะใช้สิทธิหักลดหย่อน จำนวนเงิน และวัน เดือน ปี ของเอกสารใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีที่ชัดเจน

แต่ในกรณี ที่จองผ่านคนกลางหรือเอเจนซี่อย่าง “Agoda” บิลที่ออกจากคนกลางซึ่งไม่เข้าข่ายผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตข้างต้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานลดหย่อนภาษีได้

ขณะที่ผู้ออกใบเสร็จได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ หรือ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย ซึ่งโรงแรมที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ทางกรมสรรพากรได้จัดทำลิสต์รายชื่อเอาไว้ให้ตรวจเช็กได้แล้ว บนเว็บไซต์ rd.go.th

ทั้งนี้ หากสามีหรือภริยา มีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว ให้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเฉพาะแก่สามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ แต่หากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และในใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีระบุผู้จ่ายเงินเป็นทั้งสามีและภริยา ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

(ก) ถ้าสามีภริยาต่างฝ่ายต่างแยกยื่นแบบ ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกินคนละ 15,000 บาท

(ข) ถ้าสามีภริยาแยกยื่นแบบ เฉพาะเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนภาษีของตนเองได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกินคนละ 15,000 บาท

(ค) ถ้าสามีภริยาตกลงยื่นแบบและเสียภาษีรวมกัน ให้หักลดหย่อนภาษีได้ทั้งสองฝ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกินคนละ 15,000 บาท

สำหรับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวนั้น นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า สามารถช่วยกระตุ้นในส่วนการท่องเที่ยวได้จริง นักท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการภาษีให้มากกว่าเดิม เนื่องจากยังมีประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดมากนัก

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9D0rFQ1A7OWOyx

ซื้อสินค้า-บริการ ไม่เกิน 15,000 บาท

ล่าสุด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออก “มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค้าบริการ ในระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค. 58 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยในคำว่า “ค่าซื้อสินค้าและบริการ” ไม่ได้นับรวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมัน และก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ และผู้ซื้อจะต้องมีหลักฐานสำหรับการลดหย่อนภาษี เป็น “ใบกำกับภาษี” ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น!

คุณสมบัติใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตาม ม.86/4 แห่ง ป.รัษฎากร 

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี
5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ทั้งนี้ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่ลงวันที่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2558 ให้นำไปใช้ลดหย่อนของปีภาษี 2558 ที่เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559

ดังนั้น เมื่อมาตรการดังกล่าวถูกนำไปรวมกับ “มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ” จึงเท่ากับว่าในเดือนสุดท้ายของปี กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว 2 มาตรการ จำนวน 30,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการแบบนี้ ก็มีเป้าหมายสำคัญเป็นการช่วยส่งการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9BxtT1bDZaetFi

เที่ยวจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข และอย่าลืม! ขอใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีนะคะ

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ผู้อ่านทุกท่านอย่าลืมขอใบเสร็จ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี รวมทั้งปลายปีนี้ไทยรัฐออนไลน์ ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่าน ท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ส่วนมาตรการดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้หรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป แต่เชื่อว่าในฐานะประชาชนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ไม่มากก็น้อย.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/553650

Read More

1417695340-1045433815-o

เซ็นสัญญารถไฟทางคู่ 2 เส้น อีก 4 เส้น จ่อคิวประมูลปลาย ม.ค.59

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJAIbbuDeZZH4hl72MEdYm8pX7r1zJaaRsu3

‘ออมสิน’ เผย รถไฟทางคู่ 4 เส้นทางที่เหลือ คาดทยอยประมูล ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 1.72 หมื่นล. ปลายม.ค.59 ขณะที่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 2.98 หมื่นล. คาดประมูล ก.พ. 59 หลัง สผ.เห็นชอบ EIA ด้าน CK เซ็นสัญญารถไฟทางคู่ ดัน Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้าน จาก 7.7 หมื่นล้าน …

วันที่ 24 ธ.ค.58 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวระหว่างการลงนามในสัญญาจ้างผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างทางคู่ 2 เส้นทาง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเร่งรัดการก่อสร้างโครงการที่ค้างอยู่ ว่า รถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนอีก 4 เส้นทางที่เหลือ คือ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,291 ล้านบาท คาดว่าจะประกวดราคาได้ช่วงปลายเดือนม.ค. 2559 ช่วง มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,853 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ได้เห็นชอบรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว คาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้อย่างช้าเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ มีความสำคัญในการแก้ปัญหาคอขวดของเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อภาคอีสาน ส่วนช่วง ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.วงเงิน 24,840 ล้านบาท และช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,306 ล้านบาท อยู่ระหว่างสนข.แก้ไขรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้คณะผู้ชำนาญการ สผ.

อย่างไรก็ตาม ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 2 ช่วงที่ได้ลงนามครั้งนี้ ได้กำชับให้ ร.ฟ.ท.ติดตามเร่งรัดการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนการก่อสร้างที่ผ่านมา การก่อสร้างต้องเป็นไปตามตารางแผนงานที่กำหนด และรายงานให้กระทรวงรับทราบเป็นระยะๆ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอุปสรรคเพราะก่อสร้างไปบนเขตทางรถไฟเดิม

ด้าน นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ช.การช่าง (CK) เปิดเผยว่า วันนี้บริษัทกับบริษัท ช.ทวีการก่อสร้าง จำกัด ในนามกิจการร่วมค้าซีเคซีเอช ลงนามสัญญาโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 186 กม. มูลค่างาน 2.3 หมื่นล้านบาท จะทำให้งานในมือ (Backlog) ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีงานในมือ 7.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ใน 4 ปี (ปี 59-62)

สำหรับงานภาครัฐในปีหน้าจะทยอยออกมาประมูลมากขึ้น และเชื่อว่าอัตรากำไรไม่มากนัก แต่ก็ยอมเพื่อได้งานขนาดใหญ่ในปีหน้า บริษัทจะรักษาอัตรากำไรสุทธิ 3-4% จากในปีนี้ คาดว่าบริษัทจะได้งานใหม่อย่างน้อย 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทเตรียมความพร้อมเรื่องคนไว้แล้ว

ส่วนโครงการรถไฟไทย-จีน และไทย-ญี่ปุ่น คงต้องรอดูเงื่อนไขการประมูลก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่คาดว่าบริษัทน่าจะเข้าประมูลด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องร่วมมือกับพันธมิตร.

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/553705

Read More