NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4T0JTPDazvDcXe

รู้ยัง ยอดขายรถเดือนตุลาคม

T18CT60ObSbLrsQ3hM2FowNn8AeRt0t78GqW7q1K6qndNatQeLZrz9o

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2558 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 67,910 คัน ลดลง 4.1% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 24,273 คัน ลดลง 19.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 43,637 คัน เพิ่มขึ้น 7.2% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนต์นี้ จำนวน 35,474 คัน เพิ่มขึ้น 3.7%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4JpvnDK4ihqHCx

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4HckjZHm5ZOTb8

 

ประเด็นสำคัญ
ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม มีปริมาณการขาย 67,910 คัน ลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 19.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.2% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นเดือนที่ 3 เป็นผลจากความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ที่ได้แนะนำสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา หากแต่ตลาดรถยนต์ในภาพรวมยังคงได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4M5snA4RU2PVoM

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4KSIZjgg41prCD

 

ตลาดรถยนต์สะสม 10 เดือน มีปริมาณการขาย 621,742 คัน ลดลง 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 21.4% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 7.8% สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ และความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4Pfawr5PnN9qIw

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4NJfLwcr9NG0Dl

 

ตลาดรถยนต์ในเดือน พฤศจิกายน แนวโน้มเติบโต จากการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนเร่งลงทุน คาดว่าจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งนี้รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จากค่ายรถยนต์ต่างๆ ตลอดจนความต่อเนื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย ประกอบกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในต้นปีหน้าที่ส่งผลต่อการเร่งการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ถือเป็นปัจจัยบวกในการกระตุ้นตลาดรถยนต์

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4QBd0EaTrlbDhA

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนตุลาคม 2558
ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 67,910 คัน ลดลง 4.1%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 23,043 คัน ลดลง 14.2% ส่วนแบ่งตลาด 33.9%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,727 คัน ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 15.8%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,699 คัน เพิ่มขึ้น 9.8% ส่วนแบ่งตลาด 14.3%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4RvO64n1Jcm15m

ตลาดรถยนต์นั่ง
ปริมาณการขาย 24,273 คัน ลดลง 19.5%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 8,616 คัน ลดลง 30.7% ส่วนแบ่งตลาด 35.5%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 6,522 คัน ลดลง 22.7% ส่วนแบ่งตลาด 26.9%
อันดับที่ 3 มาสด้า 2,319 คัน เพิ่มขึ้น 31.9% ส่วนแบ่งตลาด 9.6%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4T0JTPDazvDcXe

ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน
(Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 35,474 คัน เพิ่มขึ้น 3.7%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 13,941 คัน เพิ่มขึ้น 3.1% ส่วนแบ่งตลาด 39.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,562 คัน ลดลง 14.4% ส่วนแบ่งตลาด 27.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 4,896 คัน เพิ่มขึ้น 34.0% ส่วนแบ่งตลาด 13.8%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 9,511 คัน
โตโยต้า 4,278 คัน – มิตซูบิชิ 3,289 คัน – ฟอร์ด 937 คัน– อีซูซุ 857 คัน– เชฟโรเลต 150 คัน

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsJsvJNxj6GHrow

ตลาดรถกระบะ Pure Pick up
ปริมาณการขาย 25,963 คัน ลดลง 15.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 9,663 คัน ลดลง 18.7% ส่วนแบ่งตลาด 37.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 8,705 คัน ลดลง 12.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.5%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,040 คัน เพิ่มขึ้น 14.2% ส่วนแบ่งตลาด 7.9%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsIDIoxO73XQXei

ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์
ปริมาณการขาย 43,637 คัน เพิ่มขึ้น 7.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 14,427 คัน ลดลง 0.1% ส่วนแบ่งตลาด 33.1%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,727 คัน ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 24.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 4,896 คัน เพิ่มขึ้น 34.0% ส่วนแบ่งตลาด 11.2%
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2558

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsF6qRPEIboUNY1

1.) ตลาดรถยนต์รวม
ปริมาณการขาย 621,742 คัน ลดลง 13.6%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 212,861 คัน ลดลง 19.7% ส่วนแบ่งตลาด 34.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 112,706 คัน ลดลง 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 18.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 89,347 คัน เพิ่มขึ้น 7.0% ส่วนแบ่งตลาด 14.4%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsFY2fYz9aWgJlZ

2.) ตลาดรถยนต์นั่ง
ปริมาณการขาย 238,732 คัน ลดลง 21.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 85,389 คัน ลดลง 30.5% ส่วนแบ่งตลาด 35.8%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 61,911 คัน ลดลง 19.3% ส่วนแบ่งตลาด 25.9%
อันดับที่ 3 มาสด้า 20,537 คัน เพิ่มขึ้น 51.7% ส่วนแบ่งตลาด 8.6%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsQBoTN12sRAqtY

3.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน
(Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 302,100 คัน ลดลง 12.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 119,443 คัน ลดลง 10.6% ส่วนแบ่งตลาด 39.5%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 102,090 คัน ลดลง 16.2% ส่วนแบ่งตลาด 33.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 28,236 คัน ลดลง 12.1% ส่วนแบ่งตลาด 9.3%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 40,738 คัน
โตโยต้า 19,424 คัน – อีซูซุ 9,425 คัน – มิตซูบิชิ 8,192 คัน – ฟอร์ด 2,532 คัน – เชฟโรเลต 1,165 คัน

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsNzeYITao1uOXm

4.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up
ปริมาณการขาย 261,362 คัน ลดลง 13.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 100,019 คัน ลดลง 14.9% ส่วนแบ่งตลาด 38.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 92,665 คัน ลดลง 12.2% ส่วนแบ่งตลาด 35.5%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 20,044 คัน ลดลง 26.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsMblADb3dN6Fae

5.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์
ปริมาณการขาย 383,010 คัน ลดลง 7.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 127,472 คัน ลดลง 10.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 112,706 คัน ลดลง 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 29.4%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 28,236 คัน ลดลง 12.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.4%

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/content/542916

 

Read More

14013772151401377292l

ข้าวหอมมะลิร่วงต่ำกว่า9พัน/ตัน “โรงสี-ส่งออก”โต้ตัวการทุบราคา

14486293891448629425l

ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปี 58/59 ดิ่งหลุดตันละ 9,000 บาท ด้าน “พาณิชย์” เรียกหารือด่วน ส่งผล “ผู้ส่งออก-โรงสีข้าว” ซัดกันนัว ฝ่ายแรกโบ้ยบอกโรงสีแห่ส่งออกตัดราคาขายขณะที่ฝ่ายหลังแจ้งผู้ส่งออกไล่ทุบ ราคาข้าวลงเหลือ 23,000 บาท จากราคาประกัน 26,000 บาท ร้องรัฐจัดระเบียบก่อนอุตสาหกรรมข้าวพัง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานหลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/2559 ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตปริมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก ด้วยวงเงินไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือโรงสีเข้าช่วยซื้อข้าวเปลือกตามโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% วงเงิน 385 ล้านบาท (เริ่ม 15 ตุลาคม 2558)

โครงการ ชะลอการขาย (จำนำยุ้งฉาง) กับ ธ.ก.ส.ตันละ 13,500 บาท โดยให้ค่าฝากเก็บ 1,000 บาท วงเงิน 27,000 ล้านบาท, โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือก 2.5 ล้านตัน วงเงิน 12,500 ล้านบาท (ไม่นับรวมถึงการขอความร่วมมือให้ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดทำโครงการ ประกันราคารับซื้อข้าวสารหอมมะลิตันละ 26,000 บาท หรือคิดเป็น13,500 บาท ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งขณะนี้เริ่มรับซื้อไปได้แล้ว 75,000 ตัน)

ปรากฏระดับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเกี่ยวสดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็น พื้นที่เพาะปลูกหลัก กลับลดราคาต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกลงเหลือตันละ 8,900-9,100 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาในช่วงที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่ศึกษาผลผลิต ข้าวปี 2558/2559 ที่จังหวัดอุบลราชธานี-ยโสธร-ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่11-13 พฤศจิกายน 2558 โดยขณะนั้นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิใหม่เกี่ยวสดเฉลี่ยยังอยู่ที่ตันละ 9,000-11,000 บาท และยังต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิปี 2557 ที่ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 11,000-12,000 บาท

ราคาข้าวหอมมะลิที่ ตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ทำให้นายวิจักร วิเศษน้อย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.บูลย์ลักษณ์ร่วมรัก อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เรียกประชุมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย พร้อมคณะผู้บริหารทั้ง 2 สมาคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน

แหล่งข่าวจากสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ในที่ประชุมทางกระทรวงได้แสดงท่าทีให้เห็นว่า “โรงสีเป็นจำเลย” จากการที่ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขายข้าวได้ราคาต่ำ ซึ่งทางสมาคมโรงสีได้ชี้แจงว่าสาเหตุที่โรงสีไม่สามารถซื้อข้าวหอมมะลิใน ราคาที่สูงได้ เพราะข้าวมีความชื้นสูง ที่สำคัญผู้ส่งออกที่รับซื้อข้าวจากโรงสีได้ปรับลดราคารับซื้อล่วงหน้าลง อย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งมอบเดือนธันวาคมลดลงเหลือเพียงตันละ 23,000 บาท หรือลดลงจากต้นเดือนพฤศจิกายนที่มีราคาอยู่ระหว่างตัน 26,000-27,000 บาท หรือลดลงไปตันละ 3,000 บาท จากราคาที่ผู้ส่งออกมีโครงการประกันราคารับซื้อตันละ26,000 บาท

“แม้จะมีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยจำนวน 200-300 โรงก็จริง แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ราคาข้าวอนาคตลดลง ถึงเราจะเข้าไปซื้อในราคาที่รัฐบาลต้องการ แต่พอไปขายไม่คุ้ม การชดเชยดอกเบี้ยก็ไม่คุ้ม เพราะรัฐชดเชยแค่ 3% แต่โรงสียังต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยที่เหลืออีก 7% อยู่ดี” แหล่งข่าวกล่าว

พร้อม กันนี้สมาคมโรงสีข้าวไทยได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมว่า โดยปกติประเทศไทยผลิตข้าวหอมมะลิรอบเดียว 6 ล้านตัน ซึ่งข้าวจะทะลักออกในช่วง 2 เดือนเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านตันข้าวเปลือก หรือคิดเป็น1.5 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การส่งออกข้าวหอมมะลิไปต่างประเทศเฉลี่ยเดือนละ 150,000-200,000 ตัน จึงต้องเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิที่เหลือไว้ใช้ตลอดทั้งปี แต่พอเกี่ยวข้าวสดออกมามาก โรงสีอีสานกำลังการผลิตน้อยกว่า “อบไม่ทัน” ดังนั้นจึงมีโรงสีภาคกลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิ ซึ่งโรงสีภาคกลางเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า สามารถอบข้าวได้มาก และขายให้กับผู้ส่งออกทันที ทำให้ผู้ส่งออกมีอำนาจต่อรองซื้อสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิในตลาดพื้นที่จึงลดต่ำลง”

ทว่า แหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าวกลับกล่าวว่า การตั้งราคารับซื้อข้าวหอมมะลิต่ำเป็นผลมาจากโรงสีข้าวรายใหญ่หันมาทำส่งออก ข้าวกันมากขึ้น โดยโรงสีเหล่านี้มีพฤติกรรมไปขายตัดราคาในตลาดต่างประเทศ ส่งผลทำให้ราคาส่งออก FOB ลดลงจากเดิมที่เคยขายได้ 800-900 เหรียญ ขณะนี้เหลือเพียง 700-750 เหรียญ โดยหวังจะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ผลลัพธ์ก็คือ ราคาตลาดลดลงทั้งระบบ ทำให้ไทยได้รับเงินรายได้จากการส่งออกข้าวหอมมะลิลดลง

“ประเด็นความ ขัดแย้งระหว่างโรงสีและผู้ส่งออกข้าวในปีนี้ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น จากในอดีตที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีโครงการรับจำนำ โรงสีก็ขยายกำลังการผลิตจนล้น เมื่อโตมากก็ต้องหันไปส่งออก นับเป็นการส่งออกข้าวแบบก้าวกระโดด บางรายก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของประเทศ ด้วยวิธีการตัดราคาต่ำมากเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงมากขึ้น เรื่องแบบนี้ทางโรงสีได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0.75% แต่ผู้ส่งออกต้องไปทำตลาดมีต้นทุนค่าการทำตลาด หากรัฐบาลไม่จัดระเบียบการประกอบธุรกิจส่งออกข้าวก็จะกระทบมาก เพราะผู้ส่งออกข้าวมีเพียง 300 ราย แต่โรงสีมีจำนวนมาก อำนาจต่อรองมากกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าในที่ประชุมได้ ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะไปเร่งรัดการประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ออกมาก่อนหน้านี้ให้ เกษตรกรรับทราบ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำยุ้งฉางและเชื่อว่า หากดำเนินการเต็มประสิทธิภาพจะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้ถึง 2 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณผลผลิต ขณะที่กลไกด้านอื่น ๆ ทางกระทรวงก็ขอความร่วมมือให้ดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448629389

Read More

13817706161381770638l

FPTลุยท่อน้ำมันขึ้นเหนือ7.5พันล. ยื่นรายงานให้กรมธุรกิจฯตรวจเริ่มวางระบบปี”59

14487739161448773935m

เอฟพีทีส่งรายงานโครงการลงทุนวางท่อส่งน้ำมันขึ้นเหนือมูลค่า 7,500 ลบ. ให้กรมธุรกิจพลังงานพิจารณาแล้ว คาดเริ่มวางท่อปลายปี”59 ด้านเอสซีกรุ๊ปที่จ่อลงทุนท่อน้ำมันขึ้นอีสานยังเจรจาขอต่อท่อแทปไลน์วาง เป้าไตรมาส 1 ปี”59 เจรจาต้องจบ

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงความคืบหน้าโครงการวางท่อส่งน้ำมันขึ้นไปภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ได้ส่งรายงานโครงการวางท่อน้ำมันในเส้นทางภาคเหนือมายังกรมธุรกิจพลังงาน แล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงการออกแบบรายละเอียดโครงการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นจะดำเนินการประมูลเพื่อหาผู้รับเหมาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการวางท่อน้ำมันในเส้นทางภาคเหนือได้ภายใน ปลายปี 2559 นี้

ในขณะที่ท่อส่งน้ำมันเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด ยื่นขอเป็นผู้ดำเนินการนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อเชื่อมต่อท่อน้ำมันกับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) ทั้งนี้ในหลักการเบื้องต้นแทปไลน์ได้ตอบตกลงที่จะให้มีการเชื่อมต่อแต่ยังมี ประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างกันที่ต้องเจรจาเพิ่มเติม และขณะนี้ได้เตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำแบบประเมินผลกระทบสิ่ง แวดล้อมโครงการด้วย

“ส่วนของเอฟพีทีค่อนข้างคืบหน้า เพราะเตรียมโครงการมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะแบ่งโครงการออกเป็น 2 เฟส รวมการลงทุน 7,500 ล้านบาท เส้นทางในระยะที่ 1 คือ สายบางปะอิน-พิจิตร รวมระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ที่สามารถขนส่งน้ำมันได้ที่ระดับ 9,000 ล้านลิตร/ปี คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างวางท่อน้ำมันประมาณ 30 เดือน โครงการนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งด้วยรถยนต์ โดยราคาค่าขนส่งทางท่อจะต้องไม่สูงกว่าการขนส่งด้วยรถยนต์”

ด้านนาย ณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ได้ยื่นขอเป็นผู้ลงทุนในโครงการท่อส่งน้ำมันไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับแทปไลน์ เพื่อให้เชื่อมต่อท่อน้ำมันบริเวณคลังน้ำมัน จังหวัดสระบุรี ในเบื้องต้นพิจารณาให้เชื่อมต่อได้ แต่ยังต้องเจรจารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อท่อ โดยเฉพาะในประเด็นด้านมาตรฐานตามที่แทปไลน์กำหนด คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2559 หลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการจัดทำ EIA และออกแบบโครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมีพันธมิตรจากประเทศจีนสนใจที่จะร่วมทุนในโครงการดังกล่าว แต่ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเอสซี กรุ๊ป สามารถลงทุนได้ในกรณีที่ไม่มีผู้ร่วมลงทุน เพราะสถาบันการเงินในประเทศหลายแห่งพร้อมที่จะปล่อยกู้

“การเจรจา กับแทปไลน์ในประเด็นอัตราค่าเชื่อมต่อท่อนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าราคาการขนส่งน้ำมันโดยท่อจะต้องแข่งขันกับการขนส่งโดย รถยนต์ได้ ซึ่งถ้าราคาสูงเกินไปโครงการจะไม่คุ้มค่าลงทุน สำหรับเอสซี กรุ๊ปมีจุดแข็งตรงที่สามารถเชื่อมต่อกับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ที่บริเวณ มาบตาพุด พื้นที่ของ บมจ.เอ็นเอฟซี หรือบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ ที่เข้าไปซื้อกิจการก่อนหน้านี้ เท่ากับว่าเอสซี กรุ๊ปมีคอนเน็กชั่นทางธุรกิจที่ดีและอาจสามารถเชื่อมโยงต่อได้ในอนาคต”

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้มีการลงทุนวางท่อส่งน้ำมันขึ้นไป ยังเส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายอื่นไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม จึงไม่สามารถดำเนินการได้ จนเมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เปิดทางให้ภาคเอกชนรายอื่นสามารถเป็นผู้ลงทุนได้ ทำให้มีบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด และบริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเสนอว่าจะเป็นผู้ลงทุนในโครงการดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448773916

Read More

14096322541409632277l

เตรียมช็อป!งาน”เทใจ คืนสุข เทศกาลปีใหม่” ปีที่3 ลดสูงสุด80%คาดเงินสะพัด5หมื่นล.

14485449281448545054m

กระทรวงพาณิชย์ จับมือผู้ประกอบการ จัดงาน “เทใจ คืนสุข เทศกาลปีใหม่” รอบ 3 ลดราคาสินค้าสูงสุด 80% คาดเงินสะพัด 5 หมื่นล้านบาท

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า, ห้างค้าปลีกค้าส่ง, ร้านสะดวกซื้อ และผู้ผลิตจำหน่ายสินค้ากว่า  17  ราย เตรียมจัดงาน “เทใจ  คืนสุข  เทศกาลปีใหม่”     ครั้งที่ 3 นี้  ระหว่างวันที่ 17-27 ธันวาคม  2558 นี้  โดยการลดราคาสินค้าอุปโภค  บริโภคตั้งแต่ 20% ถึงสูงสุดถึง 80% ที่จำหน่ายในสาขาของห้างฯ กว่า 13,800  สาขาทั่วประเทศคาดว่าจะมีเงินสะพัดมากถึง 50,000 ล้านบาท  และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท
 
สำหรับรายการสินค้าเข้าร่วมโครงการจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อน  เช่น อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น โดยจะเน้นลดราคาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดี เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ในการปรับลดราคาสินค้าใหม่ด้วย เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว  สามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีได้ในราคาถูก
อย่างไรก็ตาม 
 
“สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าทั่วไป  ยังยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกว่าสินค้าจะขึ้นราคา เชื่อว่าในช่วงปีหน้า  ราคาสินค้าจะยังทรงตัว”นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าว
 
ด้านผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมลดราคาในโครงการ“เทใจ…คืนสุข…เทศกาลปีใหม่” ประกอบด้วย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บริษัทสยามแม็คโคร  บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น บริษักบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล บริษัทห้างสรรพสินค้โรบินสัน บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง บริษัทซีพี ออลล์ บริษัทฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัทอิออน (ไทยแลนด์) บริษัทสหลอว์สัน บริษัทเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท บริษัททีซีซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ และบริษัทจอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น
ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448544928

Read More

ดาวน์โหลด

แรงงานต่างด้าวขาดแคลนหนัก สภาอุตฯตรัง ติวเข้มเถ้าแก่รับมือ

ภาคการผลิตกุมขมับ เจอปัญหาขาดแคลนคนงานในระดับผู้ใช้แรงงานอย่างหนัก “สภาอุตฯตรัง” ติวเข้มผู้ประกอบการรับมือวิกฤตแรงงานต่างด้าว หลังพบนายหน้าบางกลุ่มถือโอกาสหลอกลวง บิดเบือนข้อมูลต่อนายจ้าง หวั่นทำผิดกฎหมายแรงงาน ขณะที่จังหวัดเตือนให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้อง หากเกินกำหนดจะถูกดำเนินคดีหนัก

นายอดิศร ตันเองชวน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการประสบปัญหาอุปสรรคมากมายทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศและในระดับโลก การกีดกันทางการค้า การขาดแคลนแรงงานและอื่น ๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ประกอบการหรือสถานประกอบการในจังหวัดตรังพบอยู่ตลอดเวลา คือ การขาดแคลนแรงงานในระดับผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก

14482577711448423556l

นายอดิศร ตันเองชวน

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันปัจจุบันพบว่าแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในสถานประกอบการ มีพฤติกรรมเปลี่ยนนายจ้าง ย้ายสถานที่ทำงาน และเดินทางกลับประเทศ นอกจากนั้นยังละเลยต่อการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้สถานประกอบการต่าง ๆ ขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ

“จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดหาแรงงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีกลุ่มตัวแทนหรือนายหน้าบางกลุ่มถือโอกาสหลอกลวง หรือให้ข้อมูลที่บิดเบือนความจริงต่อนายจ้างและผู้ที่มาทำงานในสถานประกอบการ ทำให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายแรงงาน หรือเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการปฏิบัติของนายจ้าง ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และลูกจ้างในสถานประกอบการ”

นายอดิศรกล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรังและหน่วยงานภาคเอกชนเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงจัดให้มีโครงการสัมมนาความรู้และแนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ซึ่งจังหวัดตรังจะเป็นจังหวัดนำร่องที่จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้องตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเคร่งครัดต่อไป

ด้านนายสุธรรมบัวแก้วจัดหางานจังหวัดตรังเปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 กำหนดให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา) ในกิจการประมงทะเลมาจดทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-29 มิถุนายน 2558 แล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงทะเล ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดตรังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวดังกล่าว รอบที่ 2 ณ ศูนย์ประสานงานแรงงานประมงทะเล ด้านหลังที่ว่าการอำเภอกันตัง โดยจะเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 2, 9, 16, 23 ธันวาคมนี้ ส่วนปี 2559 จะเปิดจดทะเบียนในวันที่ 6 , 13, 20 มกราคม และระหว่างวันที่ 27-30 มกราคม 2559

“ขอให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลมาขึ้นทะเบียน หากพ้นกำหนดจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 นายจ้างต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อการจ้างแรงงานต่างด้าว 1 คน ส่วนแรงงานต่างด้าวจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายสุธรรมกล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448257771#

Read More

14485426061448542672l

“หวั่งหลี” รับศึก “CPN-อิเกีย” ประชิดตัว ทุ่ม 5.3 พันล้านบาท อัปเกรด “ฟิวเจอร์พาร์ค” ผุดโครงการใหม่เสริมทัพ

557000011726501

“พิมพ์ผกา หวั่งหลี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รังสิต พลาซ่า จำกัด ผู้บริหาร ศูนย์การค้า “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต”

“กลุ่มหวั่งหลี” อัปเกรด “ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” เคลื่อนทัพครั้งใหญ่รับมือคู่แข่งทั้ง “ซีพีเอ็นและอิเกีย” ประชิดตัวย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ทุ่มงบก้อนโต 5,300 ล้านบาท อัปอิมเมจศูนย์การค้า ขยายตลาดลูกค้าระดับบนกระเป๋าหนัก เร่งมือรีโนเวต พร้อมผุดโครงการ “ZPELL@Futurepark” และ “ฟิวเจอร์ซิตี้” เสริมทัพ

นางสาวพิมพ์ผกา หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท รังสิต พลาซ่า จำกัด ผู้บริหาร ศูนย์การค้า “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” เปิดเผยว่า ธุรกิจศูนย์การค้าในประเทศไทยขณะนี้มีการแข่งขันรุนแรงมากที่สุดคือในพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออก ย่านบางนา รองลงมาคือพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันตก ย่านบางใหญ่ ตามด้วยพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ย่านรังสิต และพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนใต้ บริเวณถนนพระรามที่ 2 โดยในส่วนของ “ฟิวเจอร์พาร์ค” ซึ่งเปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 19 ปีแล้ว ถือเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร

พื้นที่ย่านรังสิตในปัจจุบันมีจำนวนประชากรที่มีกำลังซื้อสูงในระดับ A ถึง A+ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8.5 หมื่นบาทเป็นจำนวนมาก บริษัทฯ จึงมีแผนพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับรองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น โดยใช้งบประมาณ 400-500 ล้านบาทในการปรับปรุงศูนย์การค้า “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ขณะที่ห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” และ “โรบินสัน” ที่ตั้งอยู่ภายในโครงการฯ ก็กำลังปรับปรุงเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงขึ้นเช่นเดียวกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2558

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังใช้งบประมาณ 4 พันล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงการศูนย์การค้าใหม่คือ “ZPELL@Futurepark” พื้นที่ 60 ไร่ เชื่อมต่อศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จำนวน 5 จุด เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ขนาด 6 ชั้น จำนวน 200 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านแฟชั่น 150 ร้าน และร้านอาหาร 50 ร้าน รวมพื้นที่ประมาณ 1 แสนตารางเมตร เริ่มขายพื้นที่แล้วประมาณ 40% คาดว่าจะขายพื้นที่หมดภายในปี 2557 ขณะที่การก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 40% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนสิงหาคม 2558 ใช้เวลาคืนทุน 10 ปี

“โครงการ ZPELL@Futurepark เพิ่มพื้นที่จอดรถยนต์จากเดิมที่มี 7 พันคัน เป็น 9 พัน – 1 หมื่นคัน ภายในโครงการจัดพื้นที่สวนไม้ดอกไม้ประดับประมาณ 1 พันตารางเมตร เปลี่ยนแปลงทุก 2-4 สัปดาห์ มีพื้นที่จัดกิจกรรมกลางแจ้งกว่า 7 พันตารางเมตร รวมถึงลานสเกตน้ำแข็งรองรับการแข่งขันระดับทัวร์นาเมนต์ และลานฝึกสกีในร่มเป็นแห่งแรกของประเทศไทย”

โครงการ ZPELL@Futurepark เป็นการตอบสนองความต้องการไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของผู้บริโภคบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ และยังก่อสร้างสะพานกลับรถและทางเชื่อมต่อจากสะพานยกระดับรังสิต-นครนายก เข้าสู่โครงการฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ลูกค้าที่เดินทางมาจากเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมีเป็นจำนวนถึง 35% ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 40% เป็นลูกค้าที่เดินทางโดยใช้เส้นทางจากทางยกระดับโทลล์เวย์

นางสาวพิมพ์ผกา กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังมีโครงการพัฒนาที่ดิน 600 ไร่โดยรอบศูนย์การค้าให้เป็นเมืองแห่งการค้าและบริการที่สมบูรณ์แบบภายใต้ชื่อ “ฟิวเจอร์ ซิตี้” โดยปัจจุบันดำเนินการพัฒนาพื้นที่ไปแล้ว 30% โดยขณะนี้กำลังก่อสร้างโครงการสถานที่ออกกำลังกาย “ฟิวเจอร์ อารีน่า” ประกอบด้วยสนามฟุตซอล 4 สนาม สนามบาสเกตบอล สนามรถจักรยาน และลานกีฬาเอ็กซ์ตรีม โดยใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2558

“ภายในโครงการฟิวเจอร์ ซิตี้ ยังมีพันธมิตรเข้าร่วมลงทุนอีก เช่น คลินิกเวชกรรมโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล เปิดบริการภายในปี 2557 ก่อนที่จะเปิดให้บริการเป็นโรงพยาบาลเต็มรูปแบบ รองรับผู้ป่วยประมาณ 150 เตียง ประมาณไตรมาส 3-4 ของปี 2558 ขณะที่บริษัทฯ เตรียมลงทุนก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ ขนาด 200 ห้อง ด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการลงทุนก่อสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 200 ห้อง โดยใช้งบประมาณ 600 ล้านบาทเป็นลำดับต่อไป”

นางสาวพิมพ์ผกา กล่าวว่า รวมแล้วใช้งบลงทุนโครงการต่างๆ ประมาณ 5.3 พันล้านบาท โดยแต่ละปีจะใช้งบประมาณการตลาด 300-350 ล้านบาทจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 10-12 กิจกรรม หรือปีละประมาณ 200 กิจกรรม จนส่งผลให้ผู้เช่าพื้นที่โครงการกว่า 40% จากร้านค้าเช่าทั้งหมด 900 ร้านค้าทำยอดขายสูงติดใน 1 ใน 3 โดยปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่รายเดิมมากถึง 80% ขณะที่มีผู้ไม่ต่อสัญญาเพียง 3% ซึ่งถือว่าต่ำมากในธุรกิจศูนย์การค้า

ปัจจุบัน “ฟิวเจอร์พาร์ค” รังสิต มีลูกค้าระดับ A ประมาณ 40% ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นระดับ A-B ประมาณ 80% เฉลี่ยมีผู้ใช้บริการวันละ 1.57 แสนคน คิดเป็นผู้ใช้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ประมาณ 1.4 แสนคน และเพิ่มเป็น 1.6 แสนคนในช่วงวันหยุด มีอัตราการใช้จ่ายประมาณ 2-3 พันบาทต่อคนต่อวัน โดยคาดว่าในปี 2557 บริษัทฯ จะมีรายได้ประมาณ 2 พันล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 5% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 พันล้านบาทในปี 2558 เมื่อเปิดตัวโครงการ “ZPELL@Futurepark”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของ “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ครั้งนี้ น่าจะมีสาเหตุหนึ่งมาจากการรับมือการแข่งขันที่คาดว่าจะเริ่มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากจะมีศูนย์การค้าเซ็นทรัลของค่าย “ซีพีเอ็น” เปิดตรงพื้นที่เดิมของโรงงานไทยเมลอน ซึ่งห่างจาก “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ประมาณ 1 กิโลเมตร และยังมีโครงการของ “อิเกีย” ที่อยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลด้ว

ขอบคุณที่มา    http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000113460

 

Read More

images (5)

ชงรีดภาษีที่ดินปีหน้า คลังมั่นใจเก็บรายได้ปี’59 ตามเป้า 2.35 ล้านล้าน

14484711571448471289l

 ปีหน้าเจอกันภาษีบ้าน-ที่ดิน รวมถึงภาษีสิ่งแวดล้อม คลังยืนยันใช้แน่แต่ต้องดูเวลาการประกาศเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ชี้รายได้ปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 2.35 ล้านล้านบาท เชื่อทำได้ตามเป้า เพราะส่วนหนึ่งจะมีเงินจากการประมูล 4 จีมาเป็นรายได้ด้วย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปภาษี กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้เสนอแผนปฏิรูปภาษีทั้งหมดภายในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดของภาษีต่างๆ ที่จะดำเนินการภายในปีหน้า โดยกำหนดเวลาให้มีผลบังคับใช้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และเศรษฐกิจ
สาระสำคัญที่จะเสนอจะเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนกรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันจะยกเลิกจัดเก็บภาษีบางตัวที่ไม่จำเป็น เพื่อลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้จะลดภาษีบุคคลธรรมดา โดยรับลดอัตราจัดเก็บจากสูงสุด 35% ให้ลดลง เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีเข้ามาในระบบ รวมทั้งเพิ่มหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจาก 40% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท ให้มากขึ้นกว่าเดิม

“อย่างไรก็ตามจะพิจารณาอย่างเข้มงวดในการหักลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะเรื่องการบริจาค ซึ่งจะพิจารณาว่าควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ หลังจากพบว่าบางส่วนไม่ได้บริจาคจริงแต่นำมาหักลดหย่อนภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ซึ่งหากจะให้หักค่าบริจาคต่อไป กรมสรรพากรต้องตรวจสอบได้ว่าผู้นำมาขอลดหย่อนนั้นมีการบริจาคจริง”
นอกจากนี้การปฏิรูปภาษีจะเสนอให้ปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บโดยให้นิติบุคคลทำบัญชีเดียว เริ่มดำเนินการระบบใช้จ่ายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ให้สามารถหักการเสียภาษีได้ทันที รวมถึงการติดตามจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งทางกรมสรรพากรและกรมศุลกากรต้องร่วมมือกัน ในส่วนของกรมศุลกากร หากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ต้องดูแลจัดเก็บภาษีนำเข้าให้ได้ ขณะที่กรมสรรพากรดูแลลูกค้าออนไลน์ในประเทศเพื่อจัดเก็บภาษี
แผนปฏิรูปภาษีจะเน้นให้เกิดความเป็นธรรมของผู้เสียภาษี เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย เพื่อรองรับเศรษฐกิจในอนาคต

สำหรับรายได้ปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 2.35 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากภาษี 90% เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งจะมีเงินจากการประมูล 4 จี ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ที่จะส่งเข้าคลังมาเป็นรายได้แผ่นดินในปีงบประมาณนี้

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1448471157

Read More

menulogo

เบทาโกรทุ่ม 2 หมื่นล้านสร้างฟู้ดคอมเพล็กซ์ทั่วประเทศ

14479473181447947407l (1)

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร ผู้ดำเนินธุรกิจเนื้อสัตว์ครบวงจร กล่าวว่า เตรียมทุ่มงบประมาณ 20,000 ล้านบาท สร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ครบวงจร หรือเรียกว่าฟู้ดคอมเพล็กซ์ อีก 3 แห่ง ในภาคกลางตอนบน, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จากเดิมที่ลงทุนไปแล้วที่ภาคเหนือและกลาง
“คาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 สอดรับกับแผนบริษัทจะเน้นทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าบุคคลมากขึ้น จากปัจจุบันที่เป็นสัดส่วนรายได้เพียง 20% ของทั้งบริษัท ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าแปรรูปอยู่ 2 แบรนด์ ได้แก่ เบทาโกร และเอสเพียว ซึ่งทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวปีนี้ยอดขายอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท จากยอดขายรวมปีนี้ 90,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20%”

บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าแปรรูปยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเนื้อสัตว์ได้อีก 10-15% รวมทั้งตลาดยังมีช่องว่างอยู่มาก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมความสะดวกสบายมากขึ้น
นอกจากนี้ จะเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคมากขึ้น ล่าสุดใช้งบกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ สื่อสารถึงการปรุงอาหารทั้งจากเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันในเทศกาลสำคัญที่จะมาถึงในช่วงปลายปี เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 90,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 12% ได้อย่างแน่นอน
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ดี โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา การขายเติบโตตามเป้าหมาย เพราะเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็น อีกทั้งยังจำหน่ายในราคาไม่แพง

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1447947318

Read More

14484175571448417915l (1)

เมียช็อกผัวผูกคอตายคาต้นยาง!! เครียดราคาตกเหลือกก. 16 บาท หลังทุ่มเทดูแลสวนยาง

14484175571448417768l (1)

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ร.ต.ท.วิศนุ จันทะคัด ร้อยเวร สภ.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายบนต้นยางพารา ห่างจากหมู่บ้านแสงอรุณ หมู่ที่ 7 ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัยประมาณ 1 กิโลเมตร จึงไปร่วมชันสูตรศพ พร้อมด้วย พ.ต.อ.กำพล ทันตะสุวรรณ ผกก. นพ.กษมา กนกกุลชัย แพทย์เวร รพ.โซ่พิสัย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างศรีวิไลจุดโซ่พิสัย

ที่เกิดเหตุในป่าสวนยางพารา พบศพนายเลิศ อายุ 60 ปี อยู่หมู่ที่ 7 บ้านแสงอรุณ ต.ศรีชมภู ใช้ผ้าขาวม้าลายผูกคอตัวเองกับตาต้นยางพาราสูงห่างจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร สภาพศพใส่เสื้อยืดแขนยาวสีกรมท่า กางเกงขาสั้นสีดำ ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด คาดว่าตายมาแล้วประมาณ 6-8 ชั่วโมง

 สอบถามนางค้ำ อายุ 51 ปี ภรรยาทราบว่า ผู้ตายนอนพักเพื่อกรีดยางอยู่บนเถียงนามาได้ประมาณ 6 ปี จะกลับเข้าไปนอนบ้านนานๆ ครั้ง โดยทุ่มเทให้เวลากับสวนยางพาราที่มีอยู่ 8 ไร่เป็นอย่างดี แต่มาระยะหลังเห็นบ่นว่าราคายางพาราตกลงแทบทุกวัน ล่าสุดเหลือกิโลกรัมละ 16 บาท สันนิษฐานว่าคงรับไม่ได้กับราคายางพาราที่ต่ำขนาดนี้ จึงปีนต้นยางสูง 3 เมตร ขึ้นไปผูกคอตายประชดดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1448417557

Read More

p-0

กสทช. แย้ม ทีวีดิจิตอล มีลุ้น ลดหย่อนเงินเข้ากองทุนฯ

EyWwB5WU57MYnKOuYBmYcLEReEW8kiuoHj0XJGlEWBUNMlcafRpih7

 

กสทช. เผย การลดหย่อนเงินเข้ากองทุนฯ ให้ต่ำลงกว่าเดิม อาจมีความเป็นไปได้ ระบุ ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้ประกอบการ-บอร์ดกสท.

วันที่ 25 พ.ย.58 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประชุมรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม หรือโฟกัสกรุ๊ป จากผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน ต่อประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดเก็บเงินรายปีเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์

ด้าน พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการ กสทช. กล่าวว่า ตามกฎหมาย มีการกำหนดการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ร้อยละ 2 ของรายได้ แต่ไม่ได้กำหนดวิธีการ และเงื่อนไขการนำส่ง ดังนั้นการพิจารณาจึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย

“มีความเป็นไปได้ ที่จะลดหย่อนเงินเข้ากองทุนฯ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการ และการพิจารณาของบอร์ด กสท. แต่หากเรียกเก็บไปแล้วผู้ประกอบการจะใช้จ่าย ก็สามารถเสนอขอใช้เข้ามาได้” พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ กล่าว

สำหรับขั้นตอนจากนี้ กสทช. จะเปิดโฟกัสกรุ๊ปผู้ประกอบการโครงข่ายทีวีดิจิตอล เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม จากนั้นจะเปิดประชาพิจารณ์ และนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ภายในเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ยังไม่สรุปว่าจะมีผลย้อนหลัง ตั้งแต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลได้รับใบอนุญาตหรือไม่.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541840

Read More