knowledge_p2_2

อัตราภาษี และการคำนวณภาษี

อัตราภาษี และการคำนวณภาษี

(1)   อัตราภาษี

ก.   ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลร้อยละ 30
ข.   ภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะกรณีที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย ์ ลงวันที่16 กันยายน 2535 ร้อยละ 10

(2)   การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิและต้องคำนวณภาษีเงินได้ นิติบุคคล และยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีปีละ 2 ครั้ง ดังนี้

ก.   การคำนวณเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวล รัษฎากรดังนี้

(1)   ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไร สุทธิ หรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้ว ให้คำนวณและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

(2)   ในกรณีบริษัทจดทะเบียนธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิ ของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วัน แรกของรอบระยะเวลาบัญชีตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี

ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีนี้ให้ถือเป็นเครดิตในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อสิ้น รอบระยะเวลาบัญชีคือ เอาไปหักออกจากภาษีที่ต้องเสียจากกำไรสุทธิของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีและในกรณีที่ภาษีที่เสีย ไว้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสูงกว่าภาษีที่จะต้องเสียทั้งรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลก็มีสิทธิขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินได้

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้าย น้อยกว่า 12 เดือน ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

ข.   การคำนวณเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี การคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้คำนวณกำไรสุทธิตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน ประมวลรัษฎากร โดยนำกำไรสุทธิดังกล่าวคูณด้วยอัตราภาษี เงินได้นิติบุคคล จะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ต้องชำระ ถ้าคำนวณกำไรสุทธิออกมาแล้วปรากฎว่า ไม่มีกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิ บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าการจัดทำบัญชีของบริษัทได้จัดทำขึ้นตามหลักบัญชีโดยไม่ได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขในประมวลรัษฎากรเมื่อ จะคำนวณภาษีบริษัทจะต้องปรับปรุงกำไรสุทธิดังกล่าวให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน ประมวลรัษฎากรแล้วจึง คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ขอบคุณที่มา: http://www.rd.go.th/publish/841.0.html

Read More

download (5)

ภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องจ่าย

หลายๆคนมักจะมีคำถามในใจว่าหลังจากเปิด บริษัทหรือจดทะเบียนทำธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง…ขอสรุปให้ฟังว่า ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบของ “นิติบุคคล” เมื่อไร เราจะมีภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 เรื่อง ดังนี้

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรที่ชือว่า “ประมวลรัษฎากร”ถ้าหากเราทำธุรกิจธรรมดาทั่วไปในรูปแบบของบริษัทฯหรือห้างหุ้นส่วน นั่นแปลว่า กิจการของเรานั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างแน่นอนครับ

โดยปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฏากร ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จด ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สำหรับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะมี 2 แบบ ก็คือ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับ ภาษีสำหรับรอบลบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี และ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 51 ที่ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีด้วยครับ

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย นั้นมีความหมายคือ “ภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า” หรือวิธีการจัดเก็บภาษีวิธีหนึ่งที่ ทำให้ธุรกิจของเราต้องเสียภาษีไว้ล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้คนที่จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีไว้เมื่อมีการ จ่าย ซึ่งเป็นไปตามประเภทของเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด

หรือพูดง่ายๆก็คือ ภาษีที่ถูก“หัก” ไว้ตั้งแต่ตอนผู้จ่าย “จ่าย” เงินได้ให้กับเรานั่นเองครับ แหม่ ช่างเป็นวิธี การเก็บภาษีที่รวดเร็วซะนี่กระไร คล้ายๆกับหลักการออมเงินที่ว่า “ออมก่อนใช้” แต่สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย คงต้องเรียกว่า “เก็บ ก่อน จ่าย”

โดยคนที่หักภาษีไว้นั้น ต้องนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. 3 กรณีที่หักบุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด. 53 กรณีที่หัก นิติบุคคล ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปด้วยนะครับ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้น จากคนทำธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการประเภทต่างๆ โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ผู้ประกอบการ และผู้นำเข้า ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า ซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคลก็ตาม

ถ้าสังเกตให้ดีใน ทุกๆวันที่เรามีการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ อย่างเพลิดเพลินไม่ว่าจะเป็นกิน เที่ยว เปรี้ยวซ่า ลัลล้าต่างๆ เมื่อเหลือบมองดู “บิล” หรือ “ใบเสร็จ” เราอาจจะเห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” ซึ่งมีตัวเลขบอกว่า เงินที่เราจ่ายไปนั้น มี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อยู่ในนั้นกี่บาท เช่น ซื้อสินค้าในราคา 535 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่า สินค้าราคา 500 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 35 บาท แบบนี้แหละคร้าบ

และสำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่ มักจะต้องเสียภาษีชนิดนี้จากการซื้อขายหรือให้บริการ โดยต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง แทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ และยื่น แบบแสดงรายการภาษีที่มีชื่อว่า ภ.ธ. 40 และในกรณีทั่วไปของธุรกิจ เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการ ให้กู้ยืมเงินจะเสียภาษีที่อัตรา 3.3% (รวมอัตราภาษีท้องถิ่น)

5. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง แต่จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยจะใช้การขีดฆ่าแสดงถึงการใช้แสตมป์ดังกล่าว ซึ่งผู้ที่จะขีดฆ่าได้ต้องเป็นไปตามกำหนดของประมวลรัษฎากร

โดยคำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ใน บัญชีอัตราอากรแสตมป์ หรือจะพูดง่ายๆก็คือ “สัญญา” นั่นแหละครับ เช่น ตราสาร (สัญญา) เช่าที่กับโรง เรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ฯลฯ

และนี่คือภาษีทั้งหมด 5 ประเภทที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้จัก

Read More