download (1)

วิธีลดหย่อนภาษี ที่ มนุษย์เงินเดือน ต้องรู้

1. รีบสมัครเข้าเป็นสมาชิก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เพราะเมื่อเราหักเงินสะสมเข้ากองทุนฯ 3-15 % ของเงินเดือน กรทสรรพากรให้เรานำยอดเงินในส่วนนี้ไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้มากถึง 300,000 บาทต่อปี นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้วเรายังได้รับเงินจากนายจ้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะนายจ้างมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯให้เราอีก 3–15 % ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยที่เราไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี เรียกว่าได้กำไรสองต่อเลยทีเดียว

2. แบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF: Retirement Mutual Fund) พอสิ้นปีกรมสรรพากรก็ให้เรานำเงินที่ลงทุนใน RMF มาใช้คำนวณหักลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน RMF ในปีนั้นๆ โดยมีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นหากจะลงทุนใน RMF เพื่อประโยชน์ทางภาษีก็ต้องไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ด้วย

3. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนหุ้นระยะยาว” กรมสรรพากรอนุญาตเราซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF:Long Term Equity Fund) ที่มี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เป็นผู้บริหาร เมื่อสิ้นปีก็สามารถนำมาใช้คำนวณหักลดภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน LTF แต่มีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี เหมือนกับการลงทุนใน RMF

4. ต้องเป็น “ลูกกตัญญู” หากใครมี บิดา-มารดา ที่ไม่มีเงินได้และมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กรมสรรพากรให้เราใช้สิทธิในการเลี้ยงดู บิดา-มารดา มาคำนวณลดหย่อนภาษีได้ท่านละ 30,000 บาท สรุปแล้วเมื่อนำสิทธิการเลี้ยง บิดาและมารดา มารวมกันเราสมารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อปี แต่ทั้งนี้ บิดา-มารดา จะต้องออกหนังสือรับรองด้วยว่าเราเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู และในหนึ่งครอบครัวหากมีลูกหลายคนกรมสรรพากรให้สิทธิลูกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่นำสิทธิการลดหย่อนภาษีนี้ไปใช้ได้ หากมีลูกหลายคนจะใช้สิทธิซ้ำซ้อนกันไม่ได้
5. รีบสละโสดทันทีที่มีโอกาส บรรดาสาวๆ หรือหนุ่มๆ ทั้งหลาย เมื่อเลือกเฟ้นคู่ชีวิตที่ถูกใจได้แล้ว ต้องรีบแต่งงานจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีคู่สมรสได้ 30,000 บาท และถ้ามีบุตรหรือบุตรบุญธรรมก็จะสามารถนำมาคำนวณหักลดหย่อนภาษีได้อีก 15,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 3 คน และบุตรต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี เท่านั้น

6. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาเก็บออมไว้ใน “กรมธรรม์ประกันชีวิต” แบบมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิเรานำเบี้ยประกันชีวิตมาคำนวณลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายเงินซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาทปี

7. ออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ โดยการทำ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ที่ไม่มีเงินคืนระหว่างทาง ทั้งนี้กรมสรรพากรให้เราซื้อได้ไม่เกินจำนวน 200,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อนำมารวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และ เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000  บาท

8. เป็นคนไทยต้อง “ใจบุญ” บริจาคเงินทำบุญบ้าง โดยหลังจากบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว เราสามารถนำใบเสร็จมาคำนวณหักลดหย่อนภาษี ได้เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 10 % ของรายได้

 

 

ที่มา  http://pantip.com/topic/31294186

Read More

กฏหมายเรื่องการรับบุตรบุญธรรม

 

คุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม
ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย ๑๕ ปี ส่วนบุตรบุญธรรมกฎหมายมิได้จำกัดอายุเอาไว้
ข้อสังเกต ผู้รับบุตรบุญธรรมอายุไม่ถึง ๒๕ ปีไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ย่อมทำให้การรับบุตรบุญธรรมนั้นไม่สมบูรณ์ แม้ต่อมาผู้รับบุตรบุญธรรมจะอายุครบ ๒๕ ปีแล้ว ก็ไม่ทำให้การรับบุตรบุญธรรมนั้นสมบูรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีที่จะให้สัตยาบันได้

เงื่อนไขในการรับบุตรบุญธรรม
๑. ความยินยอมของบุตรบุญธรรม
๑.๑ เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเด็ก
๑.๒ เด็กอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป ต้องได้รับความยินยอมจากเด็ด (มาตรา ๑๕๙๘/๒๐)
๒. ความยินยอมของบิดามารดา
๒.๑ บุตรผู้เยาว์จะไปเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ด้วย (มาตรา ๑๕๙๘/๒๑)
๒.๒ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วไม่ว่าจะด้วยการสมรสหรืออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
๒.๓ ผู้ปกครองไม่มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรม ดังนั้น หากไม่มีบิดามารดาเลยการรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล กล่าวโดยสรุปคือ
(๑) ถ้าผู้เยาว์มีบิดาและมารดาจะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองคน
(๒) ถ้าผู้เยาว์มีบิดาหรือมารดาแต่เพียงคนเดียว (ตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง) จะต้องได้รับความยินยอมของบิดาหรือมารดาที่มีอำนาจปกครองที่ยังมีชีวิตอยู่
(๓) ถ้าผู้เยาว์มีผู้ปกครองจะต้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรม
(๔) ถ้าผู้เยาว์มีผู้ปกครองโดยบิดาและมารดาสองคนถึงแก่ความตาย จะต้องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรม
(๕) ถ้าผู้เยาว์มีผู้มีผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้ว จะต้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมเดิมเสียก่อนแล้วจึงให้บิดามารดาให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมใหม่ต่อไป
๓. ความยินยอมของผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์เด็ก
๓.๑ ถ้าผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์เด็ก ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
๓.๒ ถ้าผู้เยาว์มิได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยสถานสงเคราะห์เป็นผู้ดูแล
ก. บิดามารดาผู้มีอำนาจจะต้องให้ความยินยอม
ข. บิดามารดาอาจทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เด็กดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมแทนตนก็ได้ ในกรณีเช่นต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว
๔. ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุณธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะมาเป็นบุตรบุณธรรมหากมีคู่สมรสก็จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสนั้นก่อน ไม่เช่นนั้นการรับบุตรบุญธรรมจะไม่สมบูรณ์
– หากคู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ การรับบุตรบุญธรรมต้องมีคำสั่งศาลที่อนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรมแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
– คู่สมรสที่จะต้องให้ความยินยอมต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย

การเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว
– ปกติการรับบุตรบุญธรรมบุตรบุญธรรมมักจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว แต่กฎหมายก็มิได้ห้ามบุตรบุญธรรมเป็นบุตรบุญธรรมของผู้รับบุตรบุญธรรมหลายคนในคราวเดียวกัน เว้นแต่ กรณีเป้นผู้เยาว์ตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๖ กำหนดให้บุตรบุญธรรมของบุคคลหนึ่งอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของอีกคนหนึ่งในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมสามารถรับบุตรบุญธรรมได้หลายคนในคราวเดียวกัน

การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะต้องยื่นคำร้องขอต่อนายทะเบียน หากนายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนให้ ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมจะยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้รับจดทะเบียนได้

ผลของการรับบุตรบุญธรรม
๑. บุตรบุญธรรมมีฐานะเช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม
ข้อสังเกต
(๑) บิดามารดาโดยกำเนิดของบุตรบุญธรรมหมดอำนาจปกครองตั้งแต่เวลฃาที่เป้นบุตรบุญธรรมแล้ว
(๒) บุตรบุญธรรมไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ตนกำเนิดมา
(๓) บุตรบุญธรรมถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม จึงเป็นทายาทลำดับ ๑ ตามมาตรา ๑๖๒๙
(๔) บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ตามมาตรา ๑๖๓๙
(๕) บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรม
๒. ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท (มาตรา ๑๕๙๘/๒๙)
๓. ผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนให้บุตรบุญธรรมคืน ถ้าบุตรบุญธรรมถึงแก่ความตายไปก่อนตน (มาตรา ๑๕๙๘/๓๑)

การเลิกรับบุตรบุญธรรม
๑. การเลิกรับบุตรบุญธรรมกันเอง (มาตรา ๑๕๙๘/๓๑)
๑.๑ ถ้าบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้วจะเลิกโดยความตกลงกันในระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมเมื่อใดก็ได้
๑.๒ ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา และถ้าผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี บุตรบุญธรรมนั้นต้องให้ความยินยอมด้วย
๑.๓ ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะและการรับบุตรบุญธรรมนั้นได้กระทำโดยคำสั่งศาลก็ดี หรือเป็นการรับผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งหรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์เด็กโดยผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์เด็กเป้นผู้ให้ความยินยอมก็ดี หรือเป็นการรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสตนอยู่แล้วเป็นบุตรบุญธรรมของตนก็ดี การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลอนุญาตให้เลิกรับบุตรบุญธรรม
ข้อสังเกต ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งศาลอนุญาตให้เลิกรับบุตรบุญธรรม ได้แก่ ผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ
๒. เลิกเมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม (มาตรา ๑๕๙๘/๓๒)
ข้อสังเกต เป็นการเลิกกันโดยผลของกฎหมาย จึงมีผลทันทีตั้งแต่วันที่บุคคลทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนยกเลิกรับบุตรบุญธรรมกันอีก
๓. การฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรม
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมยกเลิก ก็จะต้องนำคดีมาสู่ศาลโดยจะต้องมีเหตุในการฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรมมี ๘ ประการดังนี้ (มาตรา ๑๕๙๘/๓๓)
(๑) ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๒) ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(๓) ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๔) ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(๕) ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(๖) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๗) ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาแก่บุตรบุญธรรม หรือไม่จัดการทรัพย์สินของบุตรบุญธรรมด้วยความระมัดระวังอย่างเช่นวัญญูชนจะพึงกระทำหรือเอาเงินได้ของบุตรบุญธรรมไปใช้จ่ายโดยมิชอบ หรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้รับบุตรบุญธรรมที่สำคัญ โดยไม่ขออนุญาตจากศาลก่อน หรือทำกิจการที่ประโยชน์ของผู้รับบุตรบุญธรรมขัดกับประโยชน์ของบุตรบุญธรรมโดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(๘) ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดและเหตุที่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

ข้อจำกัดของบุตรบุญธรรมในการฟ้องคดี
๑. ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี บิดามารดาโดยกำเนิดต้องเป็นผู้ฟ้องคดีแทนบุตรบุญธรรม
๒. ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไปแล้ว บุตรบุญธรรมมีอำนาจฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใด
๓. อัยการฟ้องคดีขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมแทนบุตรบุญธรรมได้

อายุความ
ห้ามมิให้ฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมรู้หรือควรได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้เลิกการนั้น หรือเมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปีนับแต่เหตุนั้นเกิดขึ้น มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ

ผลของการเลิกรับบุตรบุญธรรม
๑. บุตรบุญธรรมกลับคืนสู่ครอบครัวเดิมของตน
๒. กรณีบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดาโดยกำเนิดก็กลับมีอำนาจปกครองบุตรนับตั้งแต่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือเวลาที่มีการจดทะเบียนเลิก หรือเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด

 

ที่มา  http://porapotintasombat.blogspot.com/2012/04/blog-post_17.html

Read More

download

พรบ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ >โหลดบิท คุก3ปี<

ไอซีที จัดประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ ว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย

ร่างกฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้

ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อิน เทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”

ในกฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็น ผู้ให้บริการทั้งสิ้น

สำหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ตามร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่ กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่า ของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป

ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี

สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา 16 ที่ เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนา ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาว์นโหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาว์นโหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า “แคช” (cache เป็น เทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว

ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด (กุโลลิค่อนนะ ไอฉัด)

ในมาตรา 25 “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาว์นโหลดไฟล์ใดมาโดย อัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม

ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน

เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา14 (1) และ (2) ของ กฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บ จริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึง เขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็น

ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการ ดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น

ข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ประเด็นที่ 6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ

มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่าการส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการ บอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท มาเป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้

ประเด็นที่ 7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี

มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำหรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง

ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ

สำหรับกรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท (เพิ่มขึ้น 4 เท่า)

ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

ร่างกฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที

หน่วยงานนี้เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554″ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554

ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับที่กำลังร่างนี้

นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การ มหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา

ประเด็นที่ 10 ตั้งคณะกรรมการ สั.ดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน

ร่างกฎหมายนี้เพิ่มกลไก “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ประกอบด้วย

– นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

– รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ

– รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

คณะกรรมการชุดนี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และ กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

ที่มา  http://www.toywars.in.th/webboard/content.aspx?nForumID=1&nTopicID=11847

Read More

1360069061polarbearstudios2011com1

การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมชื่อบริษัทจำกัดและตราสำคัญ

ขั้นตอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ

ข้อ 1. (ชื่อ) มีดังนี้

1. กรรมการของบริษัทจองชื่อนิติบุคคล

2. จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติพิเศษ โดยส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมผู้ถือหุ้นทางไปรษณีย์ ตอบรับ และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน และให้ระบุวาระการประชุมเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมชื่อบริษัทและตราส าคัญของบริษัท รวมทั้ง แก้ไขหนังสือ บริคณห์สนธิข้อ 1. (ชื่อ) ที่ต้องการจะแก้ไขให้ครบถ้วน การนับระยะเวลาบอกกล่าวนัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ส่งค าบอกกล่าว ทางไปรษณีย์ตอบรับหรือวันที่ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นวันที่ด าเนินการหลังสุดเป็นวันแรกแห่ง ระยะเวลา และการประชุมจะมีขึ้นได้ในวันถัดจากวันสิ้นสุดแห่งกำหนดระยะเวลานั้น

3. ในการลงมติให้แก้ไขชื่อ และตราสำคัญของบริษัท รวมทั้งแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 1. (ชื่อ) ต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ ากว่าสามในสี่ของจ านวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

4. จัดทำคำขอจดทะเบียน รายการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 1. (ชื่อบริษัท)โดยให้ กรรมการตามอำนาจที่จดทะเบียนไว้เป็นผู้ขอจดทะเบียนแล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

5. ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนตราสำคัญไว้โดยระบุชื่อบริษัทไว้ในตรา บริษัทต้องจดทะเบียน แก้ไขตราสำคัญให้สอดคล้องกับชื่อใหม่ด้วย ให้ระบุรายการแก้ไขตราสำคัญไว้ในคำขอจดทะเบียนเดียวกับ การแก้ไขชื่อบริษัท

 

ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

ข้อ 1. (ชื่อ) และดวงตรา

1. ชื่อบริษัทที่ได้เปลี่ยนใหม่

2. ดวงตราสำคัญใหม่ เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 1. (ชื่อ) และดวงตรา คำขอจดทะเบียนบริษัทจ ากัด (แบบ บอจ.1) 2. แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด

3. รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือ มติพิเศษ (แบบ บอจ.4)

4. แบบจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่ครบกำหนด

5. หนังสือบริคณห์สนธิแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 1 ฉบับ ผนึกอากรแสตมป์ 50 บาท

6. หลักฐานการให้ความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มี กฎหมายพิเศษควบคุม) 7. ส าเนาบัตรประจ าตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน

8. ส าเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)

9. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเอง ก็มอบ อำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและผนึกอากรแสตมป์ด้วย)

 

สำเนาเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนทุกฉบับ ต้องให้ผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคน รับรองความถูกต้อง ยกเว้นสำเนาบัตรประจำตัวหรือหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน ให้ผู้เป็นเจ้าของบัตรหรือผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง

 

ที่มา  :  http://www.dbd.go.th/main.php?filename=index

Read More

จัดตั้งบริษัท 7 ขั้นตอน

ผู้ประกอบการมือใหม่หลายๆคน มักคิดว่าการดำเนินการจัดตั้งบริษัทด้วยตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากเกินความสามารถ จึงเลือกที่จะไปว่าจ้างบริษัทหรือบุคคลที่มีความรู้เฉพาะทางมาดำเนินการแทน ทั้งที่จริงๆแล้วขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทนั้นก็ไม่ได้มีวิธีที่ซับซ้อนแต่อย่างใด และถ้าหากท่านสามารถดำเนินการเองได้ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการว่าจ้างไปได้อีกด้วย การจัดตั้งบริษัทจะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปหากปฏิบัติตาม 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. จองชื่อนิติบุคคล

หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ผู้เริ่มก่อการสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันภายในวันเดียวกันได้

ขั้นแรกผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทต้องคิดชื่อบริษัทขึ้นมาเพื่อใช้ในการจอง ซึ่งชื่อที่ตั้งมานั้นต้องไม่พ้องหรือคล้ายคลึงกับบริษัทซึ่งจดทะเบียนไปแล้ว

การจองนั้นจะเปิดให้จองได้ 3 ชื่อ โดยนายทะเบียนจะพิจารณาชื่อตามลำดับจากแรกไปท้าย ดังนั้นท่านต้องเอาชื่อที่อยากได้ที่สุดไว้อันดับแรก จากนั้นก็ไปลงทะเบียนจองชื่อ โดยทำได้สองวิธีด้วยกัน คือ

  1. ยื่นแบบจองชื่อต่อนายทะเบียนด้วยตนเอง ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเขตที่ท่านอาศัยอยู่ หรือถ้าเป็นต่างจังหวัดก็ให้ไปที่สำนักงานพาณิชย์ประจำจังหวัด
  2. จองผ่านอินเตอร์เน็ต โดยกรอกข้อมูลที่ www.dbd.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเอง

เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าชื่อดังกล่าวไม่ขัดกับข้อกำหนด ก็จะแจ้งกลับมาว่ารับจองชื่อแล้ว จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและยื่นต่อนายทะเบียน

หนังสือบริคณห์สนธิ คือ หนังสือที่แสดงเจตน์จำนงในการขอจัดตั้งบริษัท เนื้อความในหนังสือจะประกอบไปด้วย ชื่อบริษัทที่จองไว้ (โดยมีคำว่า “บริษัท” นำหน้า และคำว่า “จำกัด” ต่อท้าย) ที่อยู่ วัตถุประสงค์ จำนวนทุน จำนวนหุ้น ราคาหุ้น (ขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท) และข้อมูลผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจำนวนผู้ก่อการนี้กฎหมายบังคับว่าต้องมีอย่างน้อย 3 คน

การยื่นหนังสือบริคณห์สนธิจะต้องทำภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีนายทะเบียนแจ้งรับจองชื่อ หากผู้เริ่มก่อการเกิดชะล่าใจจนเลยกำหนดก็จะต้องเสียเวลาดำเนินการใหม่ตั้งแต่ต้น

3. จัดให้มีการจองซื้อหุ้นทั้งหมดและนัดประชุม

ผู้เริ่มก่อการแต่ละคนอาจซื้อหุ้นมากน้อยต่างกัน แต่ทุกคนจะต้องมีอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น นอกจากนี้ผู้ที่มาซื้อหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เริ่มก่อการเสมอไป แต่อาจเป็นบุคคลอื่นที่สนใจอยากเข้าร่วมธุรกิจดังกล่าวก็ได้

เมื่อมีผู้ตกลงซื้อหุ้นของบริษัทจนครบแล้ว ก็จะมีการออกหนังสือนัดจัดการประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งวันที่นัดประชุมนั้นจะต้องห่างจากวันที่ออกหนังสืออย่างน้อย 7 วัน

4. ประชุมจัดตั้งบริษัท

หากดำเนินการด้วยตนเองก็จะยิ่งใช้เวลาน้อยลงไปอีกเพราะไม่ต้องเสียเวลาติดต่อประสานงานกับบริษัทว่าจ้างจัดตั้งบริษัท

ในการประชุมจะต้องมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เข้าชื่อทั้งหมด (สามารถมอบฉันทะได้) และนับจำนวนหุ้นรวมกันแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของหุ้นทั้งหมด ซึ่งวาระในการประชุมจะประกอบด้วย

  1. ทำความตกลงตั้งข้อบังคับของบริษัท
  2. เลือกตั้งกรรมการและกำหนดอำนาจกรรมการ
  3. เลือกผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงิน (บริษัทต้องแต่งตั้งบุคคลธรรมดาเท่านั้น จะแต่งตั้งสำนักงานตรวจสอบบัญชีไม่ได้)
  4. รับรองสัญญาที่ผู้เริมก่อการทำขึ้นก่อนที่บริษัทจะจัดตั้ง เพราะผู้ริเริ่มกิจการอาจจะไปทำสัญญาอะไรบางอย่างไว้เพื่อประโยชน์ของบริษัท เช่น ไปทำสัญญาเช่าอาคารไว้เพื่อไว้เป็นที่ทำการของบริษัท หรือไปทำสัญญาซื้อวัตถุดิบ หรือจ้างพนักงานไว้ สัญญาเหล่านี้จะยังไม่มีผลผูกพันบริษัท เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้จัดตั้ง ผู้ริเริ่มกิจการยังต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวอยู่ ดังนั้นจึงต้องนำสัญญาเหล่านี้มาเสนอให้ที่ประชุมตั้งบริษัทอนุมัติ เพื่อจะได้มีผลผูกพันต่อไป
  5. กำหนดค่าตอบแทนแก่ผู้ริเริ่มกิจการ สำหรับกิจการต่างๆ ที่ผู้เริ่มก่อการได้กระทำไปในช่วงก่อนจดทะเบียนบริษัท โดยถือว่าเป็นค่าตอบแทนค่าเหนื่อยของผู้เริ่มก่อการ ซึ่งค่าตอบแทนนี้จะต้องอนุมัติโดยที่ประชุมจัดตั้งบริษัท
  6. กำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ (หุ้นที่ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าหุ้นสามัญ เช่น ได้ปันผลมากกว่า หรือหากเลิกกิจการก็จะมีสิทธิได้ทรัพย์สินก่อน แต่ผู้ถือหุ้นประเภทนี้จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงหรือรับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัท) หรือหุ้นสามัญที่ชำระด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน บางบริษัทอาจจะมีหุ้นบุริมสิทธินอกเหนือจากหุ้นสามัญ หรืออาจจะมีหุ้นสามัญแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีบางส่วนที่ชำระด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน ในกรณีเช่นนี้ก็ต้องมาทำความตกลงอนุมัติในที่ประชุมตั้งบริษัทนี้เช่นกัน

5. คณะกรรมการที่เลือกมาจะเป็นผู้ดำเนินการต่อจากผู้เริ่มก่อการทันที

คณะกรรมการจะทำหน้าที่เก็บเงินชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของราคาจริง เมื่อเก็บค่าหุ้นได้ครบแล้ว กรรมการก็จะเป็นผู้จัดทำคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีการประชุมจัดตั้งบริษัท ถ้าไม่จดทะเบียนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะทำให้การประชุมตั้งบริษัทเสียไป ต้องจัดประชุมผู้จองซื้อหุ้นใหม่อีกครั้ง

6. ชำระค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนตั้งบริษัท คิดตามทุนจดทะเบียนแสนละ 500 บาท ขั้นต่ำ 5,000 แต่ไม่เกิน 250,000

ค่าธรรมเนียมต่างๆในขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้

  1. ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ คิดจากจำนวนทุนแสนละ 50 บาท เศษของแสนให้คิดเป็นแสนบาทเลย ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 500 บาท และขั้นสูงคือ 25,000 บาท
  2. ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนตั้งบริษัท คิดตามทุนจดทะเบียนแสนละ 500 บาท แต่ขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 250,000 บาท (เศษของแสนคิดเป็นแสนเช่นเดียวกับค่าลงทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ)
  3. หนังสือรับรอง ฉบับละ 200 บาท
  4. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
  5. รับรองสำเนาเอกสาร หน้าละ 50 บาท
  6. รับใบสำคัญและหนังสือรับรอง

เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนและมอบหนังสือรับรองแล้ว ก็เป็นอันว่าบริษัทได้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ โดยสมบูรณ์ทุกประการ

เดิมขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 9 วัน แต่หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทในบางประเด็น ว่า ‘หากการประชุมตั้งบริษัทมีผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคนเข้าร่วมประชุมและให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้พิจารณาในที่ประชุมนั้น ผู้เริ่มก่อการสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันภายในวันเดียวกันได้’

จากการปรับปรุงกฎหมายที่ว่า ทำให้การดำเนินการมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น และถ้าหากดำเนินการด้วยตนเองก็จะยิ่งใช้เวลาน้อยลงไปอีกเพราะไม่ต้องเสียเวลาติดต่อประสานงานกับบริษัทว่าจ้างจัดตั้งบริษัท อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าลืมลองนำ 7 ขั้นตอนนี้ไปใช้เพื่อช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทของคุณดู

Read More