NjpUs24nCQKx5e1D7dnHQiKUdBfAQ5rVTm4NCTefn87

‘แจส โมบาย’ ไม่คืบแบงก์แจงรอแผนธุรกิจ คู่แข่งจ้องประมูล 4 จีใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuX19n34NpEdK2Ls5iplaONyLd3TjAv1Fg29Fffn

“ทรู” เหวี่ยงแหขอสินเชื่อออมสินทำ 4 จี ขณะที่ “แจสโมบาย” ยังไม่คืบหน้า แบงก์กรุงเทพแจงยังไม่ส่งแผนธุรกิจมาจึงยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุมบอร์ด ด้าน “เอไอเอส–ดีแทค” ประสาน เสียง จ้องประมูล 4 จีคลื่น 900 ใหม่หากการนำคลื่นออกประมูลใหม่อีกครั้ง แต่ที่ราคา 75,000 ล้านบาทแพงไป เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ได้ยื่นขอใช้สินเชื่อ และออกหนังสือค้ำประกัน วงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าใบอนุญาต 4G จากการที่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งธนาคารอยู่ระหว่างขอรายละเอียดต่างๆ รวมถึงแผนงานของบริษัททรูเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการพิจารณา ส่วนกรณีของบริษัทแจสโมบายยังไม่มีการยื่นเรื่องขอหนังสือค้ำประกัน หรือวงเงินสินเชื่อ เพื่อนำไปทำ 4 จี

NjpUs24nCQKx5e1D7dnHQiKUdBfAQ5rVTm4NCTefn87

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทแจส โมบาย ยังไม่ได้ยื่นธุรกิจฉบับใหม่ในการทำธุรกิจ 4 จี ตามที่ธนาคารกรุงเทพเสนอขอไป จึงยังไม่มีการเสนอเรื่องการขอหนังสือค้ำประกันเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร หากแผนการทำธุรกิจไม่มีความชัดเจน ธนาคารก็ไม่สามารถออกหนังสือค้ำประกันให้ได้ เนื่องจากมีวงเงินสูงถึง 70,000 ล้านบาท

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส เปิดเผยว่า หากที่สุดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะนำคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ออกมาเปิดประมูลเพื่อให้บริการ 4 จีอีกรอบ เอไอเอสก็มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูล แต่ราคาต้องเป็นไปด้วยความเหมาะสม ซึ่งราคาเบื้องต้นที่ กสทช.กำหนดว่าจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่เคยประมูลได้ที่ 75,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าไม่สอดคล้องกับการแข่งขัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป “เอไอเอสหยุดเคาะไปที่ราคาสุดท้ายที่ 75,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่เราคิดมูลค่าคลื่นรวมฐานลูกค้า 2 จี 12 ล้านเลขหมายที่มีอยู่บนคลื่น 900 เดิม ซึ่งเอไอเอสเคยให้บริการอยู่ ซึ่งเป็นราคาที่ให้มูลค่าสูงสุดไปแล้ว ตลอดเวลา 2 เดือนหลังการประมูล สภาพแวดล้อมทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก เอไอเอสเดินหน้าทำธุรกิจต่อ โดยที่ไม่มีคลื่น 900 ตรงนี้ทำให้มูลค่าคลื่นเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่มูลค่าเดิมแล้ว”

ส่วนนายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค กล่าวว่า ดีแทคกำลังติดตามแนวโน้มการนำคลื่นออกมาประมูลใหม่อย่างใกล้ชิด และแน่นอนว่ามีความสนใจที่จะเข้าร่วมหาก กสทช.จะเปิดประมูลใหม่จริงๆ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โปร่งใส และราคาเริ่มต้นการประมูลควรจะต้องต่ำกว่าราคาที่เคยประมูลได้ไป เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว การเปิดประมูลใหม่ก็ควรใหม่จริง ต้องปรับเงื่อนไขกันใหม่ ส่วนกรณีที่เกรงว่าจะไม่เป็นธรรมกับผู้ชนะการประมูลอีกราย ที่เตรียมพร้อมจะไปชำระเงินค่าประมูลแต่อาจต้องจ่ายค่าประมูลสูงลิ่วเพียงรายเดียวนั้น นายลาร์สเปิดเผยว่า เป็นสิ่งซึ่งเข้าใจได้ และ กสทช.ควรแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้ด้วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำหรับการชำระเงินค่าประมูล 4 จีนั้น ขณะนี้ยืนยันว่าผู้ชนะประมูลมาชำระเงินแน่นอน และยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงวันที่ 21 มี.ค.59 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าต้องมาชำระแน่นอนทั้งทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล และแจส โมบาย บรอดแบนด์ เพราะถ้าไม่มั่นใจก็ไม่มาประมูล อีกทั้งหากไม่ชำระค่าประมูล ก็จะมีผลกระทบต่อการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการอื่นๆ ด้วย ทั้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ใบอนุญาตทีวีดิจิตอล เพราะจะขาดคุณสมบัติทันที และสามารถตรวจสอบได้กรณีมีการถือหุ้นไขว้ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกัน เช่น กรณีของไทยทีวี ต้องการยกเลิกทีวีดิจิตอล แต่จะหันไปประกอบการทีวีดาวเทียมแทน ก็ทำไม่ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ ซึ่งเขียนไว้ในประกาศและเงื่อนไขการประมูลชัดเจน ฉะนั้นจึงมั่นใจว่าผู้ชนะประมูลมาชำระแน่นอน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

Read More

7486_1601281508383m

DHL eCommerce เปิดให้บริการจัดส่งภายในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล (Deutsche Post DHL Group – DPDHL) ผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลก ได้ลงทุนเพื่อขยายการให้บริการมาสู่ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบบริการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร (end-to-end) ให้แก่ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ รวมไปถึงอีกหลายบริการที่โดดเด่นเพื่อรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

ระบบการจัดส่งที่ดีเยี่ยมเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  ดังนั้น ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ จึงมุ่งหวังที่จะมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ให้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ด้วยระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ที่คล่องตัวไม่ติดขัด ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ได้จัดตั้ง ศูนย์กระจายสินค้า ขนาด 3,000 ตารางเมตรในกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายสถานีกระจายสินค้าอีกมากกว่า 20 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อมอบบริการจัดส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่มีการขยายตัวสูงขึ้น ดีเอชแอลจึงมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสถานีกระจายสินค้าให้มีจำนวนขึ้นมากกว่าสองเท่า ภายในปี พ.ศ. 2560 รวมไปถึงการเพิ่มจำนวนรถจักรยานยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดส่งให้เหมาะกับการจราจรภายในเมืองใหญ่ของประเทศไทย

7486_1601281508367u

ทั้งนี้ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ยังสามารถมอบบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับภายในวันถัดไป ด้วยจักรยานยนต์และรถบรรทุก ในพื้นที่เขตเมือง และบริการจัดส่งสินค้าภายใน 2 – 3 วัน ในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการ สามารถใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery – COD) ซึ่งมีบริการนำส่งเงินค่าสินค้าคืนผู้ขายเป็นประจำทุกวัน และศูนย์บริการลูกค้า (call center) ที่สามารถให้บริการได้หลากหลายภาษา

7486_1601281508371W

การเปิดตัวดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของกลยุทธ์ 2020 (Strategy 2020) ของ กลุ่มบริษัทดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล บริษัทยังได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มธุรกิจ Mail เป็น Post – eCommerce – Parcel ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญทางด้านการให้บริการ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซ อนึ่ง ดีเอชแอล เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยให้บริการผ่านกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้แก่  ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ดีเอชแอล โกลบอล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน

คุณโธมัส คิปป์ ประธานกรรมการบริหาร ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจสูง และด้วยตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ผนวกกับสมาร์ทโฟนเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น ทำให้ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เลือกเปิดตัวบริการจัดส่งภายในประเทศที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ 2020 ของกลุ่มบริษัท”

“นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นกว่า 3 เท่า มีมูลค่าสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท (3.6 พันล้านยูโร) ภายในปี พ.ศ. 2563 และด้วยการลงทุนของดีเอชแอลในครั้งนี้ เรามีความเชื่อมั่นว่า เราจะอยู่ในจุดที่พร้อมรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี” คุณโธมัส กล่าวเพิ่มเติม

คุณมัลคอล์ม มอนเตโร ประธานกรรมการบริหาร ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามองเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญหลังจากที่ได้เห็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยมีการคาดการณ์ว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้มีการขนส่งสินค้าในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว จนถือเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่วนแบ่งของอีคอมเมิร์ซในตลาดค้าปลีกของประเทศไทย ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูง โดยยอดขายโดยรวมจาก        อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ประเทศจีนมีมูลค่าสูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์”

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซให้ความสนใจ ด้วยขนาดของตลาดที่คาดว่าจะโตมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี (ตั้งแต่พ.ศ. 2557 – 2563) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า จะเกิดจากกลุ่มธุรกิจ SMEs จำนวนมากที่เริ่มขยับขยายกิจการมาใช้รูปแบบการขายออนไลน์มากขึ้น” คุณมัลคอล์มกล่าวเพิ่มเติม

คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มีความสะดวกในการเข้าถึงบริการอีคอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องมีบริการโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการมอบบริการที่มีมาตรฐานที่ดี ด้วยเหตุนี้ ระบบการจัดส่งที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถใช้เวลากับการบริหารธุรกิจหลักของบริษัท เพื่อให้มีการเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้นบนพื้นฐานของระบบการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพ”

“ความสำเร็จของเราในประเทศอินเดียและจีน แสดงให้เห็นว่าด้วยการบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงระบบการจัดส่งแบบครบวงจร ( end-to-end ) ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอีคอมเมิร์ซ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ไปจนถึงกลุ่มบริษัทใหญ่ที่มีเครือข่ายในหลากหลายประเทศ เราจึงมั่นใจว่าบริการของดีเอชแอลจะช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่กำลังขยายกิจการเข้ามาในรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีข้อได้เปรียบและสร้างจุดขายที่มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง” คุณมัลคอล์มกล่าวปิดท้าย

7486_1601281508383m
ขอบคุณที่มา    http://news.thaiware.com/

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D74sm3ffmMPPQLFxHCnvk70thIVO

กระหึ่มงาน “สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป”

EyWwB5WU57MYnKOuX4BsgeswYajhOUAaRv1NXjxcS7G7C9YnNvi7YM

“พิเชฐ” ดันสร้างเศรษฐกิจไทย เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการใหม่

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในวันที่ 24-27 มี.ค.นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคเอกชน จัดงานไทยแลนด์ สตาร์ตอัพ เอ็กซ์โป ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างโอกาสให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่หรือสตาร์ตอัพของไทย โดยจะเชิญผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ตอัพ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย และกองทุนร่วมทุนหรือเวนเจอร์แคปปิตอลทั้งในและต่างประเทศมาร่วมงาน เพื่อให้กลุ่มสตาร์ตอัพได้เสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และการใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้า แก่ภาคเอกชนและกองทุนฯ จากต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ พร้อมทั้งมีแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อไป

ขณะเดียวกันจะนำนักวิชาการ ที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการคิดค้นนวัตกรรมทั่วประเทศ มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำด้านนวัตกรรมกับกลุ่มสตาร์ตอัพ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลทั้ง 10 กลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ยา ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ หุ่นยนต์ และอวกาศ ทั้งนี้การจัดงานเอ็กซ์โปฯครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างเวทีให้สตาร์ตอัพของไทยมีโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และหากมีการเจรจา มีการร่วมทุนกันเกิดขึ้น จะทำให้ต่างชาติได้เห็นโอกาสในเมืองไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญยังทำให้บรรดานักวิชาการเก่งๆ กลับเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นหรือสมองไหลกลับเข้าไทย

นอกจากนี้ ได้ตั้งเป้าผลักดันให้ภาคเอกชนรายใหญ่และที่มีศักยภาพ หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยจัดสรรเงินงบประมาณ 1% ของรายได้มาลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีเงินสำหรับวิจัยและพัฒนาในแต่ละปีในอัตรา 1% ของผลผลิตมวล

รวมในประเทศหรือจีดีพี หรือประมาณปีละ 130,000 ล้านบาท ภายในปี 2560 จากปัจจุบันที่มีอยู่ปีละประมาณ 0.5% ของจีดีพี เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่น้อยมาก ขณะที่สิงคโปร์ใช้เงินมากถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพื่อลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา โดยสิงคโปร์ใช้เงินลงทุนมากถึงปีละ 2.5%-3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนอิสราเอลใช้เงินปีละ 4.5% ของจีดีพี และจีนที่ลงทุนปีละ 2.12% ของจีดีพี.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More

4DQpjUtzLUwmJZZGV7kjvaLhNeh8ayLJ1J7Y3nm3g12w

น้ำดื่ม-ชาเขียว-เบียร์รับมือภัยแล้ง ขุดบ่อบาดาลตุนน้ำดิบ-เครื่องกรองเพิ่มกำลังผลิต

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUyNDQ5L21vbjI1MDE1OTIuanBn

ธุรกิจเครื่องดื่มระทึก “น้ำดื่ม-ชาเขียว-เบียร์” ดิ้นพลิกตำรารับมือภัยแล้ง “สปริงเคิล” สั่งขุดบ่อบาดาลสำรองน้ำดิบกันเหนียว พร้อมเตรียมเครื่องกรองเพิ่มหากน้ำเค็มหนุน ขณะที่ “คริสตัล” สบช่องฉวยจังหวะทำตลาดรับร้อนเร็วขึ้น ทุ่ม 500 ล้าน เพิ่มกำลังการผลิตรับแนวโน้มตลาดโต ด้านค่ายชาเขียว “อิชิตัน-ยูนิฟ” เกาะติดสถานการณ์ เตรียมงัดแผนสำรองสู้ หากสถานการณ์วิกฤต ขณะที่ค่ายสิงห์ลั่นพร้อมรับมือ เตรียมเพิ่มกำลังผลิตรับไฮซีซั่น

“วิกฤต” ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ทั้งภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์ เหลือปริมาณน้ำรวมกันที่ใช้การได้เพียง 20% รวมถึงเขื่อนต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ย 5-39% นอกจากภาคเกษตรกรรมที่จะกระทบโดยตรงแล้ว ภาคธุรกิจอย่างผู้ผลิตเครื่องดื่มก็ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนรองรับเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องสะดุดตามไปด้วย

น้ำดื่มเตรียมขุดบาดาลช่วย

นายกฤตวิทย์ เลาหธนาพร กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่ม “สปริงเคิล” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้เตรียมแผนรับมือโดยการขออนุญาตทางกรุงเทพมหานคร เจาะบ่อบาดาลเพิ่ม 1 บ่อ ภายในบริเวณโรงงานผลิตแถวดอนเมือง เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรอง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน อาทิ การที่น้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาน้ำเค็ม จากการที่น้ำทะเลหนุนสูงเพราะมวลน้ำจืดที่มีน้อย นอกจากนี้ยังได้เตรียมเครื่องกรองน้ำ และกระบวนการการปรับสภาพน้ำรองรับ เพื่อให้น้ำมีคุณภาพเทียบเท่ากับช่วงปกติ

นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมสำหรับการเพิ่มกำลังการผลิต หากความต้องการน้ำดื่มเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากภัยแล้ง หรือการเข้าสู่หน้าร้อน ที่เป็นช่วงที่น้ำดื่มมีโอกาสการขายสูงที่สุด โดยศักยภาพของโรงงานสามารถผลิตน้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ 3 กะ แต่ปัจจุบันมีการใช้เพียง 1.5 กะเท่านั้น หากมีดีมานด์เพิ่มขึ้นก็สามารถเร่งผลิตได้ทันที

นางทิพย์ จั่นเทศ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี น้ำดื่มสยาม จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มตราสยาม และผู้รับจ้างผลิตรายใหญ่ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ อาทิ เป๊ปซี่, การบินไทย, แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์ ฯลฯ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และหลายฝ่ายคาดว่าจะมีความรุนแรง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการระวังในการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับระบบสูบน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ลดการสูญเสียน้ำลง

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตของโรงงานในจังหวัดปทุมธานี พบว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอ สามารถรองรับการผลิตทั้งในช่วงปกติ ซึ่งมีกำลังผลิตเฉลี่ย 1 ล้านขวดต่อวัน คิดเป็น 60-70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และในช่วงหน้าร้อน ที่ปริมาณการออร์เดอร์จากลูกค้าจะมีเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปทำตลาด ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างไม่มีปัญหา

ขณะที่นายวิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำดื่มคริสตัล ระบุว่า แม้ว่าโรงงานผลิตน้ำดื่มทั้ง 5 แห่ง อาทิ นครราชสีมา ปทุมธานี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และนครสวรรค์ จะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ หรือมีกำลังการผลิตรวม 600 ล้านลิตรต่อปี และเพื่อรองรับความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดที่เติบโตมากขึ้น บริษัทมีแผนจะทุ่มงบฯ 500 ล้านบาท สำหรับสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะช่วยขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 100 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยแล้งหน้าร้อนที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา จึงได้ออกมาทำตลาดเร็วขึ้น จากปกติที่จะเริ่มในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยส่งแคมเปญ “น้ำดื่มไม่ได้เหมือนกันหมด” และมีแอมบาสซาเดอร์ ณภัทร เสียงสมบุญ มาช่วยให้การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับโฆษณาที่จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.เป็นต้นไป และได้เตรียมขยายแวร์เฮาส์ ระบบไอทีรองรับ ตลอดจนการเพิ่มทีมขาย เพื่อให้การกระจายสินค้ามีความครอบคลุม

โดยปัจจุบันเสริมสุขมีรถส่งสินค้า 1,000 คัน มีเครือข่ายร้านค้ากว่า 2 แสนจุดขาย เพื่อรวมกับเน็ตเวิร์กของบริษัทในเครืออย่างไทยเบฟเวอเรจ มีความครอบคลุม 90-95% ของความต้องการตลาด

อิชิตัน-ยูนิฟ เร่งวางรับมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตน้ำดื่มที่ออกมากางแผนตั้งรับภัยแล้งเท่านั้น ทางด้านของผู้ผลิตชาและน้ำผลไม้ อาทิ อิชิตัน และยูนิ-เพรสซิเดนท์ก็เตรียมรับมือกันอย่างเต็มที่

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมแผนรองรับ โดยในส่วนของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นิคมฯจะมีการขุดบ่อบาดาลเพิ่ม เพื่อนำมาเป็นแหล่งน้ำสำรอง

หากสถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรง รวมทั้งยังได้ซื้อเครื่องกรองน้ำไว้อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับกรณีที่น้ำประปาที่เป็นส่วนผสมหลักมีปัญหา และจะต้องนำน้ำบาดาลมาช่วยในการผลิต

อย่างไรก็ตาม ทางนิคมฯยังยืนยันว่าจำนวนน้ำในขณะนี้มีเพียงพอต่อความต้องการ

นายทนุ เนาวรัตน์พงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผักผลไม้รวมยูนิฟ ชาพร้อมดื่ม ยูนิฟ ที ฯลฯ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในกรณีเดียวกันว่า บริษัทมีการติดตามและเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด โดยมีการประชุมกับโรงงานผลิตที่นครปฐมทุกเดือน ซึ่งยังยืนยันว่าปริมาณแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาลที่เป็นวัตถุดิบสำคัญยังคงมีมากพอ และคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการในช่วงหน้าร้อนที่จะถึง

“แหล่งน้ำจากพื้นที่ของเราค่อนข้างมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ และยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก อย่างวิกฤตภัยแล้งในปีที่ผ่านมากระทบหลายพื้นที่ โรงงานเราก็ยังสามารถเดินหน้าผลิตได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ”

“สิงห์” ลั่นพร้อมรับมือ

นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ให้ความเห็นว่า ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริษัทรวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่จึงมีแผนรองรับอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป

นอกจากนี้การมองปัญหาภัยแล้ง ก็สามารถมองได้ทั้งการเป็นวิกฤตและโอกาสได้ หากผู้ประกอบการประเมินว่าดีมานด์ของสินค้าจะเพิ่มขึ้น แล้วเพิ่มกำลังการผลิต มีสต๊อกรองรับ ก็จะเป็นโอกาสทำยอดขายในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลาดเครื่องดื่มในช่วงหน้าร้อนมีการบริโภคสูงกว่าช่วงอื่น ๆ เป็นประจำอยู่แล้วทุกปี โดยบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังผลิตสินค้าอย่างน้ำดื่มรองรับในช่วงไฮซีซั่นดังกล่าวเช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJLPdh1hQVs5DhVKyl7Q3AUOzACH6JRkfO47

สมรภูมิบัตรเครดิตเดือดพล่าน

EyWwB5WU57MYnKOuX37mCdSw38EBTgNhHjUMyk1uq6ZjdfRA8cqTz0

“กสิกรไทย” โหมโรงกระตุ้นยอดประเดิมต้นปี

นางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มความมั่นใจของคนไทยในการจับจ่ายใช้สอยมีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีนี้หากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นด้านเศรษฐกิจน่าจะช่วยสร้างแรงผลักดันและความมั่นใจเรื่องการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นธนาคารจึงเตรียมรุกตลาดบัตรเครดิตด้วยการออกแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2559 โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษหรือ Cash Back สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกค้าและกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า

ทั้งนี้ ธนาคารจะประเดิมปีใหม่ 2559 ด้วยแคมเปญศูนย์ความสุข สามารถเปลี่ยนยอดใช้จ่ายด้วยการแบ่งจ่ายสบายๆทุกชิ้น ทุกร้าน ทุกที่ 0% สูงสุด 6 เดือน เพียงซื้อสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เกต จองโรงแรม จ่ายค่าประกันชีวิต ซ่อมรถยนต์ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ 4,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป ก็สามารถแบ่งจ่าย 0% จนถึงเดือน มี.ค.59 โดยหลังจากรูดบัตรเครดิตแล้วโทร.มาแจ้งเปลี่ยนยอดชำระได้ที่ “ศูนย์ความสุข” โทร. 0-2888-8888 กด 823 ก่อนวันตัดรอบบัญชี ทั้งนี้ ดอกเบี้ย 0% สำหรับการเลือกงวดแบ่งจ่าย 3 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท และแบ่งจ่าย 6 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท

นางสาวศุภนีวรรณกล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจะทยอยออกแคมเปญใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งมั่นใจได้ว่าทุกการใช้จ่ายจะสร้างความสุขให้ลูกค้า และช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศหมุนเวียนไปได้ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ

ทั้งนี้ ภาพรวมบัตรเครดิตกสิกรไทยในปี 2558 ที่ผ่านมา ยังคงเป็นบัตรเครดิตที่ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเป็นอันดับ 1 โดยสิ้นปี 2558 มียอดผู้ถือบัตรเครดิตรวมทั้งสิ้น 3.6 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 4% ในขณะที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวม 307,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% สำหรับในปี 2559 คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยประมาณ 360,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 58 ประมาณ 19%.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th

Read More

images (3)

‘ฮอลล์’ ปล่อยแพ็กเกจลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 50 ปี

EyWwB5WU57MYnKOuX35nq8kLVlQ41naDVyAgTMqa2mpap3VWQB7weJ

ลูกอม ‘ฮอลล์’ ปล่อยแพ็กเกจลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 50 ปี สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงมีนาคม 59 …

บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านขนม และของว่าง ตอกย้ำแบรนด์ฮอลล์ พร้อมเฉลิมฉลองการอยู่คนไทยมานาน ผ่านแคมเปญสุดพิเศษ “50 ปี เย็นสดชื่นลูกอมอันดับหนึ่งคู่คนไทย” แนะนำแพ็กเกจลิมิเต็ด เอดิชั่น ฮอลล์ เลดี้ หญิงสาวข้างกระป๋องฮอลล์สุดคลาสสิก ที่กลับมาพร้อมบรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นมากมาย

ทั้งนี้ สามารถสัมผัสความเย็นสดชื่น ของลูกอมฮอลล์ 2 รสชาติยอดนิยม ได้แก่ ฮอลล์ รสน้ำผึ้ง กลิ่นเลมอน และ ฮอลล์ รสเมนโท-ลิปตัส ในรูปแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 50 ปี ทั้งแบบแผง แบบถุง และแบบแพ็ก พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษในเดือนมกราคม และข้อเสนออีกมากมายในเดือนกุมภาพันธ์

โดยสามารถเลือกซื้อลูกอมฮอลล์ ในรูปแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น ได้ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2559 ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

Read More

ดาวน์โหลด (2)

เอ็มเคกรุ๊ปจัดเต็มรับช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuYBskGPoW3jrrIv0rm0191aJNTv03dYN56BqnkH

เครือเอ็มเคพร้อมให้บริการลูกค้าช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยตกแต่งและจัดกิจกรรมที่คอมมูนิตี้มอลล์ ลอนดอน สตรีทให้เข้ากับบรรยากาศ พร้อมแนะนำเมนูสุกี้ใหม่เพิ่มเติม…

มีรายงานว่า บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมรับเทศกาลแห่งความสุข ตกแต่งคอมมูนิตี้มอลล์ ลอนดอน สตรีท ถ.พัฒนาการ กรุงเทพฯ เป็นแหล่งนัดพบ “ชิม ช็อป แชะ” โดยสามารถพบกับดาราขวัญใจชาวเน็ตที่จะมาร่วมออกบูธในตลาดนัด Winter Market เฉพาะวันที่ 18-20 ธ.ค.นี้ นอกจากนั้น ยังมีมุมที่สวยๆ ให้ได้ถ่ายรูปช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่สไตล์ลอนดอนเนอร์ และมีโชว์สุดพิเศษ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสร้างความบันเทิงคึกคักทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มการแสดง 5 ธ.ค. 2558 – 10 ม.ค. 2559

นอกจากนั้น บริษัท เอ็มเคฯ ยังแนะนำเมนูใหม่ต้อนรับลมหนาวกับ “เอ็มเค สุกี้นึ่งนึ่ง” ที่ดึงวัฒนธรรมการปรุงอาหารแบบนึ่งมาเป็นเมนูสุกี้นึ่งสไตล์ญี่ปุ่น ผสานกับเมนูต้นตำรับของเอ็มเค ให้ได้อร่อยทั้งเมนูต้มและนึ่ง โดยมีน้ำซุปให้เลือก 2 แบบคือ ซุปใส หรือซุปข้นคุโรบูตะ พร้อมเซตพิเศษ วันนี้ – 15 ก.พ. 2559 โดยสามารถติดตามข้อมูลสาขาที่ร่วมรายการโปรโมชั่นสุกี้นึ่งนึ่งได้จาก www.mkrestaurant.com

พิเศษเมื่อทานอาหารครบกำหนด รับฟรีถุงผ้าและปฏิทิน 2559 สุดเก๋ที่ออกแบบโดยศิลปินชื่อดัง ครูปาน สมนึก คลังนอก และปฏิทินพยากรณ์ดวงชะตาจากอาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/549421

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2aDLW5cwzOPqOk

เรื่องเล่าความสำเร็จ : 21 ปี ‘เทสโก้ โลตัส’ ยึดหลักฟังลูกค้าเพื่อลูกค้า

EyWwB5WU57MYnKOuYBlBFETCIHIXh3BzuWpnagR3aLczeZ2Lt7aQpb

เป็นเวลากว่า 21 ปี หรือ 2 ทศวรรษแล้ว ที่ “เทสโก้ โลตัส” ดำเนินธุรกิจห้างค้าปลีกในประเทศไทย โดยมีสาขารูปแบบต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ จนประสบความสำเร็จสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำตลาด มียอดขายอันดับ 1 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างดุเดือดล้วนมีแต่คู่แข่งขันยักษ์ใหญ่

วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับ “นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย” รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ถึงความสำเร็จในธุรกิจนี้

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2qUxLv8hfTeZQt

“ชาคริต” ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส

ความเป็นมาของเทสโก้ โลตัส กว่าจะถึงวันนี้

เทสโก้ โลตัสอยู่ในประเทศไทยมาปีนี้ เป็นปีที่ 21 จากเริ่มต้นเป็นโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จากนั้น มีการรวมกับกลุ่มเทสโก้ เป็นเทสโก้ โลตัส พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ได้แนวนโยบายจากเทสโก้สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็นแนวนโยบายเชิงกว้างๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้ สามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของชุมชน และตอบสนองสิ่งที่ต้องการในแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น

ต่อมา เทสโก้ โลตัสดำเนินธุรกิจมาจนถึงขณะนี้ มีจำนวนประมาณ 1,800 สาขา หลักๆ จะเป็นสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตมีรูปแบบใหญ่เล็กต่างกัน แต่ข้อชัดเจนคือ มีพื้นที่ใหญ่ ที่จอดรถมาก ซึ่งในนั้น จะมีไฮเปอร์มาร์เก็ตและพื้นที่เช่าด้วยประมาณ 170 สาขา นอกจากนั้น จะมีลักษณะซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เรียกว่า ตลาด ขายเฉพาะสินค้ารับประทาน ข้อแตกต่างคือ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเสื้อผ้า ตรงนี้ ประมาณ 180 สาขา ที่เหลือยังมีเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ประมาณ 1,300 สาขา ลักษณะคล้ายคอนวีเนียนสโตร์ แต่ว่าเป็นคอนวีเนียนสโตร์ที่มีของสดขายด้วย อาจค่อนข้างเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กมาก

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAjSMVsjmMSaNFH

21 ปี เป็นค้าปลีกอีกทางเลือกให้คนไทย

สาขาทั้ง 3 แบบ จะตั้งอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน ร้านขนาดใหญ่จะอยู่นอกเมืองนิดหน่อย แต่ร้านเล็กจะอยู่ใกล้ประชาชนมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีช่องทางออนไลน์ ซึ่งแม้ตอนนี้ธุรกิจออนไลน์จะยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มาก แต่การเจริญเติบโตด้วยการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์ของคนไทย พฤติกรรมการจับจ่าย ทำให้ออนไลน์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เทสโก้ โลตัสเองมีสินค้าออนไลน์แบบที่เรียกว่า ลูกค้าสามารถซื้อได้เหมือนซื้อจากสถานที่จริงเลย และตอบสนองวิถีชีวิตคนเมืองมากขึ้น ที่ตอนนี้พักอาศัยหอ หรืออพาร์ตเมนต์มากขึ้น

ทั้งนี้ การช็อปปิ้งจากร้านอาจดูไม่ไกล แต่เมื่อถือสิ่งของ กว่าจะขึ้นรถ เดิน ผ่านลานจอดรถ กว่าจะถึงห้อง ดังนั้น บางครั้งการช็อปปิ้งออนไลน์ช่วยตรงนี้ ได้โทรศัพท์สั่งแล้วรับสินค้าเลย และสามารถนำสิ่งของหนักๆ ส่งได้ด้วย

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2c3RlaSOmWCNud

คอลเลคชั่นของพรีเมียมน้องเป็ดน่ารักๆ

3C กุญแจแห่งความสำเร็จ

สำหรับเทสโก้ โลตัสให้ความสำคัญกับ 3C คือ 1. Customer โดยลูกค้าเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก เรียกว่า เป็นผู้ที่นำรายได้มาให้ ดังนั้น จึงต้องดูแลดีมาก การดูแลลูกค้า โดยสิ่งที่ทำคือ ทำตัวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด จริงๆ แล้วลูกค้าก็ต้องการจากเทสโก้ โลตัสไม่กี่เรื่อง เรื่องแรกคือ ราคา ต้องมั่นใจว่า ราคาถูก ถูกในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่าราคาต่ำสุดเท่านั้น แต่ต้องถูกในสิ่งที่ต้องการซื้อ ความตื่นเต้นในโปรโมชั่นต้องมีให้เรื่อยๆ สนุกสนานในเรื่องราคา

เรื่องที่สองคือ มีสิ่งของให้เลือกหลากหลาย ของใหม่ ของที่คัดพิเศษ มีสินค้าใหม่ๆ มีวางบนชั้นเพียงพอจำหน่าย ไม่ให้ขาด อีกสิ่งที่ลูกค้าต้องการเรื่องที่สามคือ การเข็นรถสบายไม่มีอะไรขวาง สามารถซื้อของได้ง่ายๆ และเรื่องที่สี่ สำคัญมากคือ การบริการของพนักงาน ซึ่งสำคัญมาก ทั้งตรงคิวต้องไม่ยาว พนักงานต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งพยายามพัฒนาสิ่งเหล่านี้ตลอด หลายอย่างได้รับคำแนะนำจากลูกค้าว่า ยังทำไม่ได้ ก็นำคำแนะนำนั้นๆ มาพัฒนาทำให้ดีขึ้น หลายอย่างก็คุยกับลูกค้ามาจากการทำวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ รู้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าอยากให้เทสโก้ โลตัสทำอะไรบ้าง บางครั้งลูกค้าอาจไม่ได้บอก แต่นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการก็พยายามปรับตัวตลอดเวลาเพื่อลูกค้า

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2aDLW5cwzOPqOk

ฟังลูกค้า เพื่อลูกค้า

ต่อมา C ที่สองคือ Comrade หรือ เพื่อนพนักงาน ซึ่งพนักงานของเทสโก้ โลตัสเองก็มีความสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเทสโก้ โลตัสให้เกิดขึ้นจริงๆ มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำ มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะบอกลูกค้า โดยผู้ที่จะนำไปบอกคือ พนักงาน ดังนั้น ต้องดูแลพนักงานให้รู้สึกดี ซึ่งเทสโก้ โลตัสมีคุณค่าอันหนึ่งคือ จะเอาใจเขามาใส่ใจเราในการทำงาน จึงมีโปรแกรมต่างๆ ทำให้พนักงานได้ใกล้ชิดกัน ได้เข้าใจลูกค้า และบอกกับพนักงานทุกคนตลอดว่า มีโอกาสเติบโตก้าวหน้า ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน และมีการเจริญเติบโต

เทสโก้ โลตัสเองเนื่องจากเป็นองค์กรใหญ่ ความโชคดีขององค์กรใหญ่คือ สามารถมีการเจริญเติบโต ทั้งในแนวขึ้น หรือแนวดิ่ง คือ โปรโมตขึ้นไป หรือบางครั้งเจริญเติบโตโดยการขยายบทบาทในการทำงาน คือ ออกทางด้านข้างด้วย โอกาสต่างๆ มีให้พนักงานตลอด นอกจากนั้น มีการเอาใจใส่พนักงาน มีการสอบถามเสียงสะท้อนของพนักงานว่า รู้สึกอย่างไร อยากให้องค์กรปรับตัวอย่างไรบ้าง ทำมาตลอดเวลา สิ่งนี้ทำให้พนักงานเองรู้สึกว่า องค์กรไม่ได้แค่ทำงานอย่างเดียว ยังเอาใจใส่ด้วย

สุดท้าย C ที่สาม คือ Community คำว่า คอมมูนิตี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ คนทั่วไปในชุมชน และอีกกลุ่มคือ คู่ค้าของเทสโก้ โลตัสเอง ซึ่งมีความสำคัญมาก เป็นเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจและเริ่มต้นธุรกิจกับเรามา กลุ่มเอสเอ็มอี ที่ทำธุรกิจกับเราถือว่ามีความสำคัญมาก เป็นคนในชุมชนเหมือนกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน ทำงานมาด้วยกันหลายเรื่อง อันดับแรกเทสโก้ โลตัสมีพื้นที่ให้วางสินค้าได้ แต่สิ่งสำคัญที่มองว่า ควรจะยั่งยืนมากกว่านั้นคือ ควรจะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจมากกว่าในการทำงาน ดังนั้น การทำงานกับเอสเอ็มอีจะมีการพูดคุย มีการวางแผนในการผลิตด้วยกัน มีทีมงานเข้าไปพูดคุย โดยจะต้องเข้าใจลูกค้า

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAhdaLbbPWEMgey

ซื้อตรงสินค้าจากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

แต่ก่อนทำอะไรมาก็ตามอาจตามใจตัวเองมาตลอด ขณะนี้ ต้องเริ่มตามใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้สินค้าขายได้ นอกจากนั้น ยังมีการเข้าไปพูดคุยตรงกับเกษตรกร เมื่อก่อนเรื่องอาหารสดจะมีคนกลางเก็บทุกอย่าง เทสโก้ โลตัสอยากได้อะไร เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี จะมีคนนำมาขาย ซึ่งเป็นลักษณะนี้ จะเกิดความไม่ค่อยสะดวกหลายเรื่อง 1. บางครั้งสิ่งของที่อยากได้มีปริมาณไม่พอ บางครั้งสิ่งของที่ไม่อยากได้มีมากเกินไปจนล้น อาจไม่ได้ซื้อสิ่งของที่ต้องการได้ 2. สิ่งของที่มานั้น เนื่องจากเทสโก้ โลตัส มีมาตรฐาน เราขายลูกค้าจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย ปริมาณยาฆ่าแมลง วันที่ตัด และความสด เป็นต้น บางครั้งไม่ผ่านมาตรฐาน เพราะผู้ขายอาจไม่รู้มาตรฐานเป็นอย่างไรบ้าง จึงมีการซื้อตรงกับเกษตรกร

การซื้อดังกล่าวคือ การซื้อตรงกับเกษตรกรจริงๆ ไปคุยกับเกษตรกร ปรับวิธีการคิด เมื่อก่อนปลูกตามใจ ปลูกตามที่ได้รับการสั่งสอนมา ซึ่งบางครั้งปลูกมาแล้วอาจขายไม่ได้ เพราะมีมาตรฐาน ดังนั้น ไปคุยกันว่า ต่อไปปลูกตามตลาด ปลูกตามความต้องการของลูกค้าดีกว่าปลูกตามใจตัวเอง ขณะนี้ ซื้อตรงเกือบจะหมดทุกผลิตภัณฑ์แล้ว

โมเดลคัดสรรสินค้าดิวตรงกับผู้ผลิตใกล้ชิด

คำว่า ซื้อตรงหมายความว่า ลูกค้าผลิตตามที่วางแผนร่วมกัน เช่น แผนปีหน้าจะปลูกอะไร เทสโก้ โลตัสคุยกับเกษตรกรไว้หมดแล้ว ข้อดีคือ เกษตรกรรู้ว่าจะผลิตอะไร ข้อดีของเราคือ รู้ว่ากำลังจะได้สินค้าอะไรบ้าง ตรงตามแผน ยกตัวอย่างช่วงใกล้ๆ ตรุษจีนกล้วยเยอะเพียงพอขาย ช่วงกินเจผักเยอะผักพอขาย ทำให้มีการวางแผนไป โดยตัวพนักงานจะเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกร มีการแวะเวียนเรียกว่าซื้อตรง ผลิตแล้วขายได้หมด ซึ่งมองว่าได้ประโยชน์ทั้งเทสโก้ โลตัสและเกษตรกร เป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาตัวเอสเอ็มอีคือ คู่ค้าของเรา

นอกจากนั้น ยังมีเอสเอ็มอีอีกหลายราย เร็วๆ นี้ เทสโก้ โลตัสเพิ่งจัดงานสัมมนาเอสเอ็มอี มีการเชิญวิทยากรมาให้แนวทางของการสนับสนุนเอสเอ็มอี บอกวิธีการสนับสนุนกับเราว่า จะต้องโตไปด้วยกัน บางอย่างจะต้องลงทุนก็ต้องลงทุน เพราะสิ่งที่เทสโก้ โลตัสต้องการคือ เป็นพื้นที่ที่จะขาย วางสิ่งของ ดังนั้น ต้องการขายของ ต้องคิดข้ามช็อตต่อไปว่า วางสิ่งของแล้วลูกค้าจะซื้อหรือไม่ ไม่ใช่แค่วางขายแล้วจบ เป็นการทำงานร่วมกัน เป็นการให้ความรู้ทั้งกับเอสเอ็มอีและเทสโก้ โลตัส เพราะเออีซีก็กำลังจะมาและต้องปรับตัว

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2ZCgGJJdRUXg47

แก้วน้องเป็ดก็มีนะ

ทำธุรกิจควบคู่ดูแลชุมชน

อีกส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่เป็นเรื่องของชุมชนคือ เรื่องกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเทสโก้ โลตัสให้ความสำคัญกับตรงนี้มาก มองว่าการที่จะเป็นองค์กรประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นองค์กรทั้งเก่งและดี คำว่า เก่งคือ สามารถมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง มีส่วนแบ่งการตลาดแข็งแรง เป็นที่พอใจของลูกค้า ลูกค้าเลือกเราเป็นร้านที่อยากซื้อของ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญตามมาคือ จำเป็นจะต้องเป็นองค์กรที่ดีด้วย ไม่ใช่แค่ขายของถูก พนักงานบริการดี มีของเยอะ แต่ไม่ได้แสดงตัวเลยว่าตัวเองเหมาะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีในชุมชนนั้น ดังนั้น เทสโก้ โลตัส ต้องการที่จะให้เราเองเมื่อไปอยู่ที่ไหนก็เป็นที่ยอมรับของชุมชน และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เป็นหนึ่งในชุมชน

คำว่า เป็นหนึ่งในชุมชนไม่ได้ต้องการว่า ไปอยู่กับชาวบ้านแล้วขายของ แต่ต้องการให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ยินดีที่รับเทสโก้ โลตัสเข้ามาเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้าน และมองว่าไม่ใช่แค่ขายของอย่างเดียว มีสิ่งของขาย สิ่งของมีตามความต้องการ มีกิจกรรมอะไรก็ตามก็เข้าร่วม มีกิจกรรมสงกรานต์ก็จัดกิจกรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่นที่ จ.อุบลราชธานี มีงานแห่เทียนพรรษา เทสโก้ โลตัสก็จัดแห่เทียนพรรษา ในภาคเหนือช่วงเทศกาลลอยกระทงเราก็จัดลอยกระทง จัดรถบุปผชาติ

ซื้อตรงสินค้าจากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

เทสโก้ โลตัสทำกิจกรรมกับชุมชนตลอดเวลา เป็นจุดจัดพิธีจุดเทียนถวายพระพรสมเด็จพระราชินีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะต้องการให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล เมื่อมาซื้อสิ่งของแล้วร่วมจุดเทียนถวายพระพรได้เลย พร้อมๆ กับส่วนกลาง ทั้งนี้ เพราะต้องการให้เทสโก้ โลตัสอยู่ในชุมชนและต้องการให้พนักงานที่เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะรู้เลยว่า ชุมชนต้องการอะไรบ้างได้กลับเข้าไปทำกิจกรรมกับชุมชน

บริษัทฯ ต้องการให้พนักงานออกไปในแนวของการปฏิบัติกับชุมชนมากกว่าการให้เงิน ซึ่งเงินช่วยเหลือชุมชนมีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ช่วยเงิน พนักงานเองจะต้องเข้าไปทำกิจกรรมกับชุมชนด้วย สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่า เป็นจุดเด่นของเทสโก้ โลตัส คือ ตัวพนักงาน โดยพยายามจะปลูกฝังเป็นคล้ายๆ กับวัฒนธรรมในองค์กรอย่างหนึ่งว่า ตัวพนักงานจะต้องดูแลชุมชนด้วย เพราะแต่ละสาขาพนักงานเกือบ 100% เป็นคนในพื้นที่ จะรู้ความต้องการของชุมชน และให้ออกไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAdHmygGnukK4ce

แสตมป์แลกน้องเป็ดอีกหม็ดเด็ดเทสโก้ โลตัส

ให้วันลาพิเศษพนักงานทำความดี

การทำกิจกรรมของพนักงานเพื่อชุมชนนี้ สามารถลาพิเศษอีก 1 วันได้ เรียกว่า วันลาพัฒนาชุมชน ไม่ใช่วันลาพักร้อนหรือลาอะไร แต่ลาไปทำกิจกรรมเพื่อชุมชน จะทำกับที่บ้าน เพื่อนๆ โรงเรียนเก่า หรืออะไรก็ได้ แล้วถ่ายรูปการทำกิจกรรมนั้นๆ บันทึกลงในเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า 365 วันทำดีเพื่อชุมชน โดยพนักงานทุกคนจะมีบัญชีรายชื่ออยู่ โพสต์รูปตัวเองลงไป บอกกิจกรรมที่ทำ และจำนวนกิจกรรม โดยทุกคนมีโอกาสทำ เมื่อถึงสิ้นปีจะมารวบรวมชั่วโมงความดี ซึ่งปีนี้ ได้จำนวนมากกว่า 2 ล้านกิจกรรมแล้ว เป็นสิ่งที่ทำไปเกือบ 2 พันชุมชน แต่ละคนก็ไปทำกิจกรรม บางครั้งทำกับเพื่อนพนักงาน กับเพื่อนในชุมชน การบริจาคนั้น ทำอยู่แล้ว แต่พนักงานมีโอกาสทำเพื่อชุมชนได้ ซึ่งขณะนี้ เทสโก้ โลตัสมีพนักงานทั้งหมดทั่วประเทศมากกว่า 5 หมื่นคน

แนวทางการทำธุรกิจทำตามความต้องการลูกค้า

แนวทางการทำธุรกิจของเทสโก้ โลตัสนั้น จริงๆ แล้วทำตามความต้องการของลูกค้า สิ่งที่สำคัญมากคือ ทำสิ่งที่ลูกค้าอยากให้ทำ ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอก เทสโก้ โลตัสมีการทำวิจัยตลาด และถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทาง และวางแผนเรื่องต่างๆ ซึ่งหลักๆ คือ โปรโมชั่น สินค้าใหม่ๆ ต่างๆ เรื่องราวตามเทศกาลต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นว่า ลูกค้าต้องการอะไร ฟังลูกค้าและถือว่าสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นสิ่งที่ดี หลายครั้งสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นคำตำหนิ แต่คำตำหนินั้น ลูกค้าไม่ได้ตำหนิเพื่ออะไรเลย แต่บอกเพื่อให้พัฒนา ดังนั้น จะนำสิ่งที่ลูกค้าบอกมาปรับปรุงแก้ไขด้วย แต่หลายครั้งหรือบางครั้งก็เป็นคำแนะนำที่ไม่เคยมีเลยแต่เป็นความท้าทายที่ลูกค้าให้กับเรามา ก็จะนำตรงนั้นมาพัฒนาและทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปในอนาคตให้ได้

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2bbS7meS4CtRmf

พนักงานพร้อมบริการด้วยใจ

คนชั้นกลางเป็นลูกค้าหลัก    

เทสโก้ โลตัส วางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนของตลาด เทสโก้ โลตัสค่อนข้างครอบคลุมตลาดทั่วไปของชนชั้นกลาง เนื่องจากมีสินค้าหลากหลายทุกอย่าง หากต้องการสามารถหาซื้อได้ในเทสโก้ โลตัส ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ มีหมด ดังนั้น ประชาชนโดยทั่วไปเป็นลูกค้าสำคัญของเรา ขณะนี้ มีสมาชิกที่เป็นบัตรคลับการ์ดถึง 11 ล้านราย ตรงนี้เป็นลูกค้าประจำ สามารถขอบคุณผ่านการช็อปปิ้งโดยมีแต้มให้ ดูว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร มีการมอบคูปอง หรือข้อเสนอต่างๆ ได้ด้วย ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าตลอดมา

ยึดลูกค้าเป็นที่ตั้ง ทลายข้อจำกัดธุรกิจ

ภาพรวมของเทสโก้ โลตัส ก็มีข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทยเมื่อครั้งเริ่มต้นก็มีข้อจำกัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่สำคัญมากคือ แรกๆ ถูกมองว่าเป็นใคร เป็นต่างชาติหรืออะไรก็ตาม ตรงนี้เป็นข้อจำกัด แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างในไทยคือ ยึดลูกค้าและสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นตัวตั้ง แล้วก็ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอก รู้ว่าสิ่งไหนเป็นจุดอ่อนก็หาทางตั้งใจแก้ไข ไม่ได้มุ่งแก้ไขเพียงการประชาสัมพันธ์ แต่แก้ไขทั้งหมด เช่น เมื่อก่อนจะมีการบอกว่า เทสโก้ โลตัสเป็นห้างใหญ่ มาแล้วรายอื่นจะอยู่ได้หรือไม่ ก็มองว่าเราไม่ได้แก้ข่าว แต่มุ่งทำงานกับชุมชนให้อยู่ได้ เราก็มีห้างขึ้นมา มีคนทำงานในสาขา เป็นการจ้างคนในท้องถิ่นทั้งนั้น ลูกค้าก็จะเห็น ส่วนสิ่งของที่ขายนั้น จริงๆ แล้วคู่ค้าของเทสโก้ โลตัสที่มีอยู่ประมาณ 7 พันราย เป็นคนไทย เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งขายของให้ ดังนั้น ของที่ลูกค้าซื้อก็เป็นสินค้าคนไทย

ที่สำคัญเทสโก้ โลตัสมีวัฒนธรรมที่ต้องการให้พนักงาน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ออกไปทำกิจกรรมกับชุมชนสนิทกับลูกค้า ดังนั้น บริบทของประเทศไทยรับฟังจากลูกค้าและทำตามนั้น อย่างไรก็ตาม บริบทของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน แต่ในไทยยืนยันว่า ชุมชนและลูกค้าต้องการอะไรจะนำตรงนั้น มาเป็นปณิธานในการทำ เพื่อให้ลูกค้าและชุมชนพอใจสูงสุด

NjpUs24nCQKx5e1D74sl6HIPs8AQL2sAWjcVlhimeuj

คิวต้องไม่ยาว จ่ายเงิน รับของ สะดวก

ลูกค้า พนักงาน ชุมชน เป็นกุญแจความสำเร็จ

ที่จริงแล้วเหมือนที่ได้กล่าวมา ทั้ง 3 เรื่อง อันดับแรกมีปรัชญาในการทำงาน คือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น แทนที่จะบอกว่า เทสโก้ โลตัส อยากจะขายอะไร เป็นอยากจะให้อะไรกับลูกค้า มาพูดกันว่า ลูกค้าอยากให้เราทำอะไร ใช้คำว่า ลูกค้านำ

อันดับที่สอง เชื่อเรื่องบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำงานหนัก ได้รับการดูแลที่ดีจากบริษัท ซึ่งไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว แต่หมายถึงความเอาใจใส่ในหลายๆ เรื่อง สวัสดิการต่างๆ และการให้รางวัล มีการฉลองสิ่งที่สำเร็จ ในกลุ่มพนักงานรักกัน มีความสัมพันธ์ที่ดี และอันดับที่สามคือ มีวัฒนธรรมองค์กรช่วยเหลือชุมชนอย่างเด่นชัด

ทั้งนี้ เชื่อว่าทั้ง 3 ข้อหลัก เป็นตัวที่ทำให้เทสโก้ โลตัส มีความแตกต่าง เชื่อว่า แต่ละองค์กรก็มีวิธีการแตกต่างกันไป แต่ความหนักมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเทสโก้ โลตัสเป็นผู้ค้าปลีก ก็จะพบเจอคนมาก กลุ่มใหญ่กว่า ดังนั้น 3 ข้อข้างต้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรสำคัญกว่ากัน แต่ทั้ง 3 ข้อ เป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

การแข่งขันในธุรกิจทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์

เทสโก้ โลตัสเป็น 1 ในผู้ค้าปลีกในประเทศไทย แต่ว่าถ้าพูดถึงส่วนแบ่งทางการตลาดเราเป็นที่ 1 แต่อยากให้มองว่า เทสโก้ โลตัสเป็นตัวเลือกในสังคมและมีอีกหลายแบรนด์เป็นตัวเลือกเช่นกัน มองว่า เป็นส่วนผสมที่ดีในตลาด เพราะทุกรายก็เป็นตัวเลือกของลูกค้า ดังนั้น การมีหลายแบรนด์ในตลาดเป็นโอกาสให้แต่ละแบรนด์หาเรื่องดีๆ มา ประโยชน์ทุกอย่างที่แต่ละรายทำย่อมตกไปยังผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุด และเป็นผู้บอกเองว่า อยากซื้อของกับใครบ้าง

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAZ7hNUfz6gPLzk

มีสินค้าให้เลือกมากมาย สนองความต้องการลูกค้า

3 องค์ประกอบสร้างความทรงจำเรื่องราคา

การพูดถึงราคาต้องประกอบด้วย 3 อย่าง ถึงถูกจดจำด้วยเรื่องนี้ อันดับแรกคือ ราคาถูกจริง ตรวจสอบดูแล้วถูกจริง ถูกในสินค้าที่อยากซื้อ เช่น แชมพู ลูกค้าชอบแชมพูนี้ แต่ไปลดราคาตัวที่ไม่ต้องการซื้อ ลูกค้าก็จะบอกว่า ราคาไม่ถูก ดังนั้น ต้องลดราคาสินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อ

ต่อมาเรื่องที่สองคือ ต้องมีของขายตลอดเวลา เช่น สินค้าราคาถูก แต่ไม่มีขายก็ไม่ได้ และเรื่องที่สามคือ ต้องบอกกล่าวประชาชนด้วยการสื่อสาร เพราะถ้าไม่สื่อสารเลยลูกค้าก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นตัวที่ทำให้ความรู้สึกว่าประทับใจอยู่กับลูกค้า ขณะเดียวกัน เทสโก้ โลตัสต้องทำทั้ง 3 เรื่องต่อเนื่อง จะลดราข้อใดไม่ได้

มองยังไม่เห็นมุมร้ายเขย่าธุรกิจค้าปลีก

ช่วงปีใหม่นี้ เป็นซีซั่นขาย เชื่อว่าทุกรายมองว่า เป็นช่วงที่ดีใกล้ปีใหม่ เป็นช่วงเฉลิมฉลอง หลายรายคาดหวังว่าเริ่มดีขึ้น เริ่มมีการพัฒนา และไม่มีปัจจัยอะไรในทางลบที่ทำให้รู้สึกกังวล ทุกอย่างกำลังเริ่มดีประชาชนกำลังเริ่มจับจ่าย เทศกาลก็มา มีวันหยุดยาวเยอะขึ้น ค้าปลีกแต่ละรายก็มีข้อเสนอดีๆ ให้ลูกค้า เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่จะบอกว่า ลูกค้าน่าจะจับจ่ายมากขึ้น และที่สำคัญมองว่า ไม่เห็นมุมร้ายใดๆ เลยที่จะกระทบ เชื่อว่าน่าจะกำลังดีขึ้น

สิ่งที่เทสโก้ โลตัสมุ่งมั่น คือ ทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยยึดปณิธานทำสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และเชื่อว่าจะบริการลูกค้าอย่างดีที่สุด อยากได้อะไรจะหาให้ และที่จะเห็นมากขึ้นคือ การจับจ่ายออนไลน์

2 โครงการเด่นเพื่อสังคม

ที่กำลังดำเนินการ คือ กระบวนการยกขบวนของขวัญปันสุข ที่จริงเป็นการรับบริจาคสิ่งของธรรมดา แต่ว่ามีจุดเด่นมากขึ้นคือ การให้สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีกิจกรรมอยู่แล้ว ชื่อสาขาพี่โรงเรียนน้อง คือ ไปเยี่ยมโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก บางแห่งเป็นเด็กกำพร้า ตามแต่ละพื้นที่ แล้วเข้าไปเยี่ยมปีละ 1-2 ครั้ง ไปเลี้ยงอาหารกลางวัน ไปทำกิจกรรม ซึ่งทำมา 2-3 ปี

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAf1h1WH7AWatLm

โครงการเพื่อชุมชนยกขบวนของขวัญปันสุข

ในปีที่แล้วมีการร่วมบริจาคจากลูกค้า โดยตั้งโต๊ะบริจาค ปีที่แล้วทำให้ได้ของบริจาคค่อนข้างมาก เมื่อได้สิ่งของแล้วพนักงานจะเอาไปให้เป็นของขวัญปีใหม่ แต่ปีที่แล้วพบว่า สิ่งของหลายอย่างที่ให้ไม่ตรงใจมากนัก อันดับแรกคิดว่า ของเล่นสำคัญมีการบริจาคมามาก แต่กลับไม่ใช่ของสำคัญสำหรับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือมูลนิธิทั่วไป ส่วนขนมกรุบกรอบ ซึ่งก็ดี แต่ผู้รับรู้สึกว่า มากไป ดังนั้น ปีนี้เลยทำกิจกรรมแบบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ 7-20 ธ.ค. ให้สาขาไปคุยเลยว่า อยากได้อะไร แล้วจะมาเขียนความต้องการ

ยกตัวอย่างตนเพิ่งไปมาคือ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม พระราม 4 ที่บริจาคเด็กในชุมชนคลองเตย ซึ่งต้องการอาหาร และน้ำยาล้างห้องน้ำ ตรงนี้ ไม่เคยนึกถึงเลย รวมทั้งน้ำยาฆ่าเชื้อและเจลล้างมือ เพราะโรคมือเท้าปากกำลังระบาด ต้องทำให้สะอาดตลอดเวลา ของเหล่านี้คนไม่เคยบริจาคเลย ดังนั้น เทสโก้ โลตัสจะมีการแปะป้ายไว้ ลูกค้าสามารถบริจาคตามนั้นได้

กิจกรรมที่ทำจะให้เปิดบูธรับบริจาคระหว่าง 7-20 ธ.ค. 2558 แล้วนำของไปบริจาคไปถึงน้องๆ โดยสาขาก็ไปทำกิจกรรมด้วย รวมทั้งหมด 170 มูลนิธิ ขณะเดียวกัน เทสโก้ โลตัสเองก็บริจาคนมกล่องอีก 240,000 กล่องไปให้กับมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ เพราะคิดว่า มีโรงเรียนในสาขาค่อนข้างมาก เลยอยากจะให้ตรงกับความต้องการ สามารถใช้ได้ตลอด โดยมีกำหนดมอบวันที่ 10 ม.ค. 2559 วันเด็ก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อว่า น้องๆ ด้อยโอกาสหลายๆ คน อยากได้ของขวัญปีใหม่ และอยากให้พี่ๆ ของเทสโก้ โลตัสและเป็นตัวแทนของลูกค้าไปเยี่ยมไปทำกิจกรรม ซึ่งลูกค้าสามารถไปร่วมได้ด้วย นำของที่จำเป็นไปมอบ

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAYtKY5tMd1MtMB

ทำมาต่อเนื่องลดใช้ถุง ลดโลกร้อน

ต่อมายกตัวอย่างอีกโครงการ คือ การลดใช้ถุงพลาสติก จริงๆ แล้ว ทำโครงการนี้ มาต่อเนื่อง 3 ปี ชื่อโครงการภูมิใจไม่ใช้ถุง คือ ต้องการลดปริมาณการใช้ถุง ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสทำอยู่รายเดียว ยังไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน โดยปีที่แล้วลดการใช้ถุงได้กว่า 20 ล้านใบ ปีนี้ภาครัฐสนับสนุนมากขึ้นจึงตั้งเป้าจะลดให้ได้ 40 ล้านใบภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเมื่อถึงสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดไปได้แล้วประมาณ 31-32 ล้านใบ โดยเพิ่งได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากนายกรัฐมนตรีในฐานะองค์กรช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ภูมิใจมาก

เทสโก้ โลตัส เริ่มต้นด้วยการทำโดยการปลูกฝังเรื่องนี้ ให้กับพนักงานที่จุดคิดเงินเลยว่า ต้องรับรู้ว่า ถุงพลาสติกไม่ค่อยดีแล้วมีหน้าที่เตือนลูกค้าอย่างมีเทคนิค เพราะเป็นด่านสุดท้าย เตือนให้รับรู้ แต่ไม่ให้โกรธ นอกจากนั้น ยังขอบคุณลูกค้าที่ไม่ใช้ถุงโดยให้แต้มกรีนพ้อยท์ ซึ่งวิธีการลดใช้ถุงพลาสติกจะมี 2 แบบคือ ให้รางวัลและการปรับ หรือจ่ายเพิ่ม ยกตัวอย่างในอังกฤษ หรือหลายๆ ประเทศชาร์จเงินเพิ่มถือเป็นการลงโทษ แต่ในไทยอาจไม่ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าไม่ใช้ถุงจะให้แต้มกลับคืนไป ซึ่งลูกค้าก็พอใจ

สิ่งที่สามคือ เทสโก้ โลตัสน่าจะเป็นรายแรกที่ทำโฆษณาเรื่องการลดใช้ถุง มีโครงการภูมิใจไม่ใช้ถุง มีการโฆษณาเพื่อบอกลูกค้า อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา จะสร้างกระแสสังคมทำให้รู้สึกว่า การใช้ถุงพลาสติกอาจจะจำเป็นน้อยลงแล้วถ้าใส่ใจอีกนิด ผลดีตามมาเยอะมาก

ตรงนี้ มองว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นจุดเด่น เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าไม่ค่อยง่ายเท่าไรในการเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนพฤติกรรม แต่พบว่า มีปริมาณลูกค้าจับจ่ายโดยไม่ใช้ถุงเยอะขึ้น เมื่อก่อนประมาณ 3-4 ปีผลรับน้อยมาก ขณะนี้ เป็นเลขกว่า 10 หลักแล้ว ซึ่งจากคลับการ์ดพบว่า 13-14% เร่ิมไม่ใช้ถุง แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช้แล้วจะไม่ใช้เลย

4DQpjUtzLUwmJZZGXYMMn7cE5pvE1DAbyz5mX0lmr50E

ภูมิใจไม่ใช้ถุงใส่สินค้า

เทสโก้ โลตัส ฝากถึงผู้อ่าน

โลตัสเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มีความตั้งใจสูงมากที่อยากจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับทุกคน และคิดว่าถ้ามีอะไรแจ้งเราได้ คุยกับเราได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้ปรับปรุง รับฟังทุกความคิดเห็นนำมาปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ขอบคุณลูกค้าจริงๆ ที่เป็นลูกค้าที่ดีของเราตลอดมา.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/547703

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D744dtOtKhvt4tf4Dq8lxnfIs32b

“ท็อปส์” ตอกย้ำ เจ้าตลาดกระเช้าปีใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuYBpN41NyJ8ITnT8lW8V2bAMJlGu1IocsfaxJ4Q

แม้ว่าปัจจัยภายนอกทางด้านเศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัวก็ตาม แต่พอเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นซึ่งเป็นช่วงของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเช้าของขวัญ และสินค้าปีใหม่ที่ตลาดเริ่มคึกคัก

โดยผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกพร้อมเปิดสมรภูมิรบจัดเต็มกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การตลาด โปรโมชั่นสุดร้อนแรง คุณภาพสินค้า ความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้า และความหลากหลายของรูปแบบกระเช้าที่ออกแบบมาสนองความต้องการของผู้บริโภค หวังปลุกอารมณ์นักช็อปให้คึกคักสวนทางเศรษฐกิจส่งท้ายปี

สำหรับ ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่รอช้าเดินหน้าสร้าง ความเอ็กซ์คลูซีฟ รังสรรค์พิถีพิถันคัดสรรสินค้าที่สมบูรณ์แบบเพื่อคุณโดยเฉพาะ โดย นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส การตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้แนวคิดการทำกระเช้าของขวัญปีใหม่ผ่านแคมเปญ “LET’S CELEBRATE 2016” ภายใต้แนวคิด THE PASSAGE TO PERFECTION ที่สุดของกระเช้าของขวัญที่สมบูรณ์แบบแห่งปี

NjpUs24nCQKx5e1D744dtOtKhvt4tf3ObtsHRGKU2uW

“ด้วยรูปแบบกระเช้าปีใหม่กว่า 180 แบบที่สร้างสรรค์พิถีพิถันคัดสรรสินค้ามาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ด้วยระยะเวลาการทำงานกว่า 1 ปีเต็ม ที่เดินทางแสวงหาสินค้าที่เป็นสุดยอดของแต่ละประเทศทั่วโลก ทุกจังหวัดทั่วไทย เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้า ปรับลุกมุ่งสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับแนวคิดการให้ เพื่อเป็นของขวัญแห่งการให้ที่ดีที่สุด”

นางสาวภัทรพรกล่าวว่า แนวคิดกระเช้าปีใหม่ในปีนี้มีการออกแบบตามไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน เพื่อส่งมอบความสมบูรณ์แบบทั้งผู้ให้และผู้รับ ผ่านกระเช้ารูปแบบเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 3 คอนเซปต์ ได้แก่ 1.Heritage กระเช้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มาพร้อมสินค้าระดับชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงยาวนาน และถือได้ว่าเป็นที่สุดในแต่ละชนิด 2.Innovation กระเช้าที่น่าตื่นตา สร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่ให้แก่ทุกคนด้วยสินค้าที่สร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ของแต่ละประเภทสินค้า และ 3.Authentic กระเช้าที่นำเสนอถึงแก่นแท้ของทุกผลิตภัณฑ์ ด้วยสินค้าคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือ ให้คุณได้สัมผัสถึงรสชาติและประสบการณ์ที่แท้จริงของแต่ละผลิตภัณฑ์

NjpUs24nCQKx5e1D744dtOtKhvt4tgCBCMgS9jfNBkC NjpUs24nCQKx5e1D744dtOtKhvt4tgChXAx5HgmTbHL

ในส่วนของกระเช้ารูปแบบท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม 3 คอนเซปต์ ได้แก่ 1.Supremacy กระเช้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความประทับใจ ที่สุดของการสร้างสรรค์อันแสนวิจิตร ผนวกกับการคัดสรรสิ่งดีๆจากทั่วทุกมุมโลก 2.Visionary กระเช้าที่จุดประกายสีสัน สร้างสรรค์จินตนาการ ด้วยสิ่งพิเศษสุดที่ครีเอตขึ้นอย่างโดดเด่น มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร และ 3.Sincerity กระเช้าสำหรับตอบแทนความจริงใจ ความปรารถนาดี และมิตรไมตรีที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ด้วยการมอบสิ่งที่มากด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 295-19,700 บาท

นางสาวภัทรพรกล่าวต่อว่า บริษัทได้วางงบประมาณทางการตลาดปีนี้กว่า 110 ล้านบาทในการทำแคมเปญดังกล่าว โดยได้มอบสิทธิ–ประโยชน์ด้วยส่วนลดรวมสูงสุดถึง 35% จากบัตร The1Card และ 5 สถาบันการเงิน และพิเศษผ่อนชำระดอกเบี้ย 0%สูงสุด 6 เดือนตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 ม.ค.2559 พร้อมทั้งได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ http://topsshop online.tops.co.th และผ่านทาง Office Mate ออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายเติบโตเพิ่ม 20% หรือมีมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ซึ่งรักษาความเป็นผู้นำในตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่ต่อไป

NjpUs24nCQKx5e1D744dtOtKhvt4tf4Dq8lxnfIs32b

สำหรับภาพรวมธุรกิจกระเช้าของขวัญในปี 2557 มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 31% หรือมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 1,200 ล้านบาท ซึ่ง ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดกว่า 35% หรือปิดยอดขายไปที่ 560 ล้านบาทโดยระดับราคากระเช้าที่ขายดี อยู่ในกลุ่มราคา 2,000-3,000 บาท ขณะที่ตลาดรวมกระเช้าที่ขายดีจะอยู่ที่ระดับราคา 500-1,500 บาท ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตมากกว่าตลาดรวม

ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด โปรโมชั่นส่งเสริมการขายสุดร้อนแรง พร้อมนวัตกรรมที่สร้างสรรค์แปลกใหม่เพิ่มเข้าไปในกระเช้าของขวัญปีใหม่ จะช่วยปลุกตลาดให้กลับมาคึกคักในช่วงสีสันเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ใกล้จะมาถึงนี้!!

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/542341

Read More

242679

กพท. จ่อเก็บค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มใบละ 15 บ. เพิ่มรายได้

EyWwB5WU57MYnKOuYBtcERqpOYchbWZ2CeIcIaU2fepnSaPUOLBn5C

ผู้อำนวยการ กพท. เผย เตรียมถกสายการบินเอกชน เล็งเก็บค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มใบละ 15 บาท อ้าง เป็นองค์กรอิสระ ขาดงบหนุนจากรัฐ หวัง หารายได้บริการองค์กร เชื่อ ไม่กระทบ ปชช.

วันที่ 12 ธ.ค.58 นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และรักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า กพท. ตั้งเป้าหมายจัดหารายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบิน และผู้โดยสารเพิ่มเติม เพื่อใช้บริหารองค์กร โดยเฉพาะการจัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางระหว่างประเทศทั้งขาเข้า–ขาออก 15 บาทต่อการเดินทาง 1 เที่ยว เพื่อเป็นรายได้ในการบริหารงาน และฝึกอบรมบุคลากรของ กพท.รวมถึงจะจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมจากสายการบินที่ยื่นขอใบอนุญาตทำการบิน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมจากการใช้กิจการทางเดินอากาศ ทั้งนี้ กพท.ได้แยกโครงสร้างองค์กร เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐ จึงต้องหาทางหารายได้ ทั้งการเก็บค่าธรรมเนียม

“การเพิ่มค่าตั๋วโดยสาร 15 บาทต่อเที่ยว ถือว่าไม่แพง และไม่กระทบประชาชนมาก เมื่อเทียบกับค่าตั๋วเครื่องบินต่างประเทศที่ใบหนึ่ง ราคาเกินหมื่นบาทอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปผลแน่ชัด แต่หลังจากนี้ ต้องไปหารือกับสายการบินอีกครั้ง เพื่อจัดหาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้ง” ผู้อำนวยการ กพท. กล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/548160

Read More