14491280161449128056l

ชาวบุรีรัมย์อพยพเป็ดหนีแล้งแหล่งอาหารลด

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI5MDEwLzY3MDgxMC0wMS5qcGc=

เกษตรกรบุรีรัมย์อพยพเป็ดไล่ทุ่งหนีภัยแล้ง หลังน้ำแห้งขอด – แหล่งอาหารธรรมชาติลดลง

จากสภาวะภัยแล้งที่เกิดทั่วทุกพื้นที่ในขณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรที่ยึดอาชีพเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ได้รับผลกระทบ เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติเริ่มแห้งขอด ทำให้แหล่งอาหารของเป็ด เช่น หอยขม และหอยชนิดต่าง ๆ เริ่มหายากขึ้น และเมื่ออาหารไม่เพียงพอ จึงทำให้เป็ดออกไข่น้อยลงด้วย จากเดิมกว่าวันละ 200 แผง ลดลงเหลือเพียงวันละ 50 แผง ด้าน นายสุบัน ยันตรี อายุ 51 ปี ชาวบ้าน บ้านหนองตาเข้ม ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ซึ่งนำเป็ดอพยพมา เปิดเผยว่า ตนเองเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งมานานหลายปี ช่วงนี้ลำบากมาก เพราะภัยแล้งคุกคามหนัก แหล่งอาหารตามธรรมชาติเริ่มจะหายาก จึงต้องนำเป็ดออกจาก จ.บุรีรัมย์ และต้องพเนจรไปเรื่อย ๆ โดยจะอยู่ในแต่ละที่ประมาณ 1 – 2 เดือน แล้วก็ย้ายไปเลี้ยงที่แห่งใหม่ ทั้งนี้ นายสุบัน ระบุว่า ตนเองเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง กว่า 7,000 ตัว อายุ 1 ปี แต่ก่อนสามารถเก็บไข่ได้วันละกว่า 200 แผง ปัจจุบันเหลือเพียง 50 แผง เท่านั้น นับเป็นช่วงเวลาที่เดือดร้อนที่สุดที่เคยเจอมา

 

ขอบคุณที่มา    http://news.sanook.com

Read More

การกรีดยาง

กระบี่ร้องรัฐผลักดันใช้ยางพาราในประเทศ

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI5MDA2LzY3MDgyMi0wMS5qcGc=

แกนนำเกษตรกรกระบี่ เรียกร้องรัฐผลักดันการใช้ยางพาราในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน จ.กระบี่ เปิดเผยว่า ขณะนี้การเคลื่อนไหวเรียกร้องราคายางที่กำลังตกต่ำอย่างหนักในรอบหลายสิบปี นั้น ในส่วนของเกษตรกรชาวสวนยางกระบี่ จากการหารือกันพบว่า อาจจะมีการเดินทางไปร่วมชุมนุมในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีการชุมนุม แต่ในส่วนของจังหวัดกระบี่ ขณะนี้พบว่าแกนนำหลายคน ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่กล้าที่จะออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากกลัวคำขู่ของนายกรัฐมนตรี และกลัวถูกปลดกลางอากาศ โดย นายชโยดม ระบุว่า สิ่งที่อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาล นอกเหนือจากการดึงราคาในระยะสั้นให้ขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ คือการให้นำยางพารามาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งการทำถนน หรือส่งเสริมให้นักลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางรถยนต์ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ทั้งนี้ เชื่อว่า หากการดำเนินการดังกล่าว สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีมาตรฐาน เชื่อว่าคนไทยก็จะหันมาใช้ยางที่ผลิตขึ้นอย่างแน่นอน

 

ขอบคุณที่มา     http://news.sanook.com

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D7sQQvHGMFc5kc5JPQ42fQYRaDSD

พาณิชย์ลงพื้นที่โคราช เยี่ยมชมแปลงปลูกมันสำปะหลังแบบน้ำหยด

EyWwB5WU57MYnKOuX7LN9HSW2RAngcCFO2N1nThFjFHvHdMli69C7y

รมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงสาธิตปลูกมันสำปะหลังแบบน้ำหยด เผย วิธีนี้ช่วยให้หัวมันสมบูรณ์ มีเชื้อแป้งมาก ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าวิธีปกติอีกเท่าตัว ระบุ รับฟังปัญหาการขาดแคลนน้ำ เสนอต่อ ครม.พิจารณาเห็นชอบแล้ว พร้อม เดินหน้าโครงการต่อ มุ่ง ขยายความรู้สู่เกษตรกรกลุ่มอื่น…

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ศาลาประชาคมบ้านสมบัติเจริญ หมู่ที่ 6 อบต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา โดยมีนายสุวิทย์ คำดี รอง ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกษตรกรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง รวมกว่า 300 คน และกำนันกฤษฎ์หิรัญ หวังสูภกิจโกศล กำนัน ต.กุดโบสถ์ ให้การต้อนรับ พร้อมกับเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกมันสำปะหลังแบบน้ำหยดของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งแปลงมันสำปะหลังระบบน้ำหยด สามารถทำให้หัวมันสำปะหลังสมบูรณ์ มีเชื้อแป้งมาก และให้ผลผลิตมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้นกว่าการปลูกด้วยวิธีปกติอีกเท่าตัว

NjpUs24nCQKx5e1D7sQQvHGMFc5kc5Rfofh5VMnuDND

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

สำหรับวิธีปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด ใช้งบประมาณลงทุนค่าอุปกรณ์เฉลี่ยไร่ละประมาณ 5,000 บาท โดยใช้ท่อสายยางวางตามร่องมันสำปะหลัง ความห่างของท่อประมาณ 110 เซนติเมตร แล้วเจาะรูตามแนวสายยางให้ห่างกัน 30 เซนติเมตร โดยมีเคล็ดลับการปลูกต้นมันสำปะหลังต้องปลูกต้นมันฯ สลับซ้ายขวา เพื่อป้องกันสายน้ำหยดออกนอกแถว ซึ่งการปลูกช่วงแรกๆ ต้องรดน้ำทุกๆ 3 วัน และเมื่อต้นมันสำปะหลังตั้งตัวได้ก็รดน้ำทุกๆ 7 วัน โดยการรดน้ำแต่ละครั้งจะรดนานครั้งละ 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด สามารถผสมปุ๋ยลงไปในระบบน้ำหยดได้เลย ทำให้เกษตรกรประหยัดเวลา และลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อีก ซึ่งการปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยดนี้ สามารถให้ผลผลิตมันสำปะหลังได้สูงถึง 8-10 ต่อไร่ จากการปลูกโดยวิธีปกติที่ให้ผลผลิตเพียง 4-5 ตันต่อไร่ ถือเป็นทางเลือกทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

นางอภิรดี เปิดเผยว่า การปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยดเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตมันสำปะหลังมากขึ้น และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ในหลายพื้นที่ก็ยังพบปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนแหล่งน้ำที่จะใช้สำหรับระบบน้ำหยด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะได้นำเรื่องนี้ไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรฯ เพื่อหาทางช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป และตนคิดว่าเราจะต้องเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป ในส่วนนี้ ครม.เห็นชอบแล้ว ซึ่งเกษตรกร สามารถไปขอใช้เงินจาก ธกส. เพื่อทำโครงการระบบน้ำหยดได้อีก ส่วนเงินก็เป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยที่ให้กู้ 3% โดยไม่ได้เป็นวงเงินงบประมาณ

NjpUs24nCQKx5e1D7sQQvHGMFc5kc5TQfYjzZpAGpgP

รมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงสาธิตปลูกมันสำปะหลังแบบน้ำหยด ที่ อบต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“ปัญหาของระบบน้ำหยด คือ ในบางพื้นที่อาจจะไม่มีแหล่งน้ำ ฉะนั้น กระทรวงฯ รับปัญหานี้ไปคุยกับกระทรวงเกษตรฯ ในการพัฒนาต่อไป และเรื่องระบบไฟฟ้า ในการปั่นน้ำทางกระทรวงพลังงานกำลังพัฒนาใช้แผงโซลาร์เซลล์ โดยจะลงพื้นที่ช่วงกลางเดือนนี้ และจะสามารถติดแผงโซลาร์เซลล์ได้ประมาณกลางปี 59 เราบูรณาการทุกกระทรวงที่จะพัฒนาให้สามารถใช้ระบบน้ำหยดนี้ได้ ซึ่งการลงพื้นที่ อ.เสิงสาง ทุกส่วนทุกคนมีพัฒนาการดีมาก โดยเน้นเรื่องการใช้พันธุ์ที่ดีมีระบบน้ำหยดช่วย มีไฟฟ้าเข้าถึง ดินก็ดี ฉะนั้น เราอยากขยายความรู้นี้ให้ไปสู่กลุ่มเกษตรกรอื่น และมีการแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างเกษตรกร อ.เสิงสาง เกษตรกรที่จังหวัดอื่นๆ ที่ทำมันสำปะหลังทั่วประเทศ” นางอภิรดี กล่าว

NjpUs24nCQKx5e1D7sQQvHGMFc5kc5LZcNa4c2584xI

การปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยดเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตมันสำปะหลังมากขึ้น

ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 1.8 ล้านไร่ (25%) มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง 4–5 แสนคน มีโรงงานแป้งและลานมันมากกว่า 100 แห่ง แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่ำประมาณ 3.7 ตัน/ไร่ ในขณะที่ศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง 15 ตัน/ไร่

NjpUs24nCQKx5e1D7sQQvHGMFc5kc5JPQ42fQYRaDSD

การปลูกแบบน้ำหยดทำให้หัวมันสำปะหลังสมบูรณ์ มีเชื้อแป้งมาก และให้ผลผลิตมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้นกว่าการปลูกด้วยวิธีปกติ

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/559854

 

 

Read More

k2

งบตําบล5ล้านปลูกผัก ยกระดับคุณภาพชีวิต

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJrMW4JBwfsqmB9GQk5M7thZQvmeflUUu2cH

นายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นอภ.จะนะ จ.สงขลา เผยว่า อ.จะนะ เป็น 1 ใน 16 อำเภอของ จ.สงขลา ได้รับงบประมาณ 70 ล้านจากโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) ซึ่งถือว่าได้รับงบมากที่สุดของจังหวัด เนื่องจากมี 14 ตำบล โครงการตำบลละ 5 ล้าน ของ อ.จะนะ ได้ สำรวจจากปัญหาและความต้องการของคนในหมู่บ้าน แล้วเสนอโครงการมายังอำเภอ ซึ่งขณะนี้ อ.จะนะ มี 193 โครงการ จะเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้กับหมู่บ้าน ที่ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2559 ซึ่ง โครงการทั้งหมดนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับตำบลได้เป็นอย่างดี

ด้านนายมะหะหมัด โต๊ะยะลา กำนัน ต.ป่าชิง เปิดเผยว่า ถนนสายบ้านท่าคลอง หมู่ 4 ต.ป่าชิง อ.จะนะ เป็นถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขาดการพัฒนา แต่ภายหลัง ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ โครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) ซึ่ง ต.ป่าชิงได้รับงบประมาณ 540,000 บาท ดำเนิน 2 โครงการ คือ โครงการขุดลอกคลองและโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสองข้างทางถนนสายบ้าน–ท่าคลอง เพื่อพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กำลังคนในหมู่บ้านร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนาสองข้างทางระยะ 3 กิโลเมตร บนพื้นที่ 600 ตารางเมตร ซึ่งโครงการนี้ใช้งบประมาณ 200,000 บาท ในการจัดซื้อหน่อกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง จัดซื้อน้ำหมักชีวภาพ เพื่อมอบหมายให้แต่ละครอบครัว รับผิดชอบพื้นที่ดูแลต้นกล้วย และบางครอบครัวได้ปลูกผักสวนครัว ผักริมรั้วกินได้ เพื่อปรับเปลี่ยนให้ ถนนสายนี้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีต้นกล้วย 2 ข้างทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สำหรับผลผลิตของกล้วยจะตกเป็นของกองทุนกลางในหมู่บ้าน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/553475

Read More

k2

หนุ่มหัวใส ใช้ที่สวนยางของชาวบ้าน ปลูกพืชระยะสั้นหลากชนิด ทำรายได้ปีละ 5 ล้าน

k1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้มีเกษตรกรหนุ่มแหวกแนวความคิดไม่เหมือนใคร ปลูกพืชเกษตรระยะสั้น สับปะรด กล้วยหอมทอง เมล่อน ในพื้นที่สวนยางพารา อายุ 1- 4 ปี ของชาวบ้าน โดยดูแลสวนยางพาราขณะปลูกผลไม้ให้เจ้าของสวนยางพาราแค่เข้ามาใส่ปุ๋ยตามเวลาเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ปลูกไปแล้ว 350 ไร่ ในพื้นที่ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

นายสุวิทย์ บุญประสพ หนุ่มชาวสวนวัย 36 ปีใน ม.9 ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ จบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการผลิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า หลังจากเรียนจบออกมามุ่งมั่นที่จะทำการเกษตร เนื่องจากทางบ้านมีอาชีพทำสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน แต่ไม่ใช่การปลูกยางพาราและปลูกปาล์มน้ำมัน โดยหันมาปลูกพืชทางการเกษตรระยะสั้น อย่างกล้วยหอมทอง สับปะรด เมล่อน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

k2

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ตนได้ใช้พื้นที่สวนยางพาราที่มีอายุ 1- 4 ปี ของชาวบ้าน ในพื้นที่ ต.โคกยาง อ.เหนือคลอง โดยจะดูแลสวนยางพาราขณะปลูกพืช ซึ่งได้ดำเนินการในลักษณะนี้มาแล้วเป็นเวลา 2 ปี โดยปลูกสับปะรด พันธุ์ภูเก็ต 5 แสนต้น ในพื้นที่ 150 ไร่ จำหน่ายในราคาส่งลูกละ 9-10 บาท ตามไซซ์ของสับปะรด ทำรายได้อยู่ที่ 4 ล้านบาทต่อปี และปลูกกล้วยหอมทอง 150 ไร่ ขายกิโลละ 13-15 บาท โดยสามารถตัดขายครั้งละประมาณ 40,000 บาท นอกจากนั้นยังปลูกเมล่อน พันธุ์หยกเทศ และซันสวีท ในโรงเรือนจำนวน 5 โรงเรือน ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลละ 150 บาท ตกเดือนละ 2 แสนบาท ทำให้มีรายได้ขณะนี้ปีละ 5 ล้านบาท

k3

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังส่งเสริม แนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่สนใจ ปลูกพืชระยะสั้นภายในสวนยางพารา เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยจะเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากชาวบ้าน เพื่อส่งจำหน่ายให้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนั้นยังรับจ้างปลูกพืชระยะสั้น เช่น สับปะรด กล้วยหอม มะละกอ ฯลฯ ให้กับเจ้าของพื้นที่ที่สนใจแต่ขาดประสบการณ์ ในราคาเป็นกันเองอีกด้วย

 

ขอบคุณที่มา   http://money.sanook.com/342317/

Read More

14488626511448862679l

ครม.เห็นชอบ กำหนดสินค้าเกษตร เป็นสินค้าตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

14486293891448629425l

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2558 เวลา 14.00 น. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กรณีการกำหนดให้สินค้าเกษตรเป็นสินค้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) ประกาศกำหนดเพิ่มเติมให้สินค้าเกษตรเป็นสินค้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยให้ “สินค้าเกษตร หมายถึง ผลิตผลทางเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปผลิตผลทางเกษตรกรรม” ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558

ซึ่งมีหลักการและเหตุผลให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 ว่า เพื่อให้มีการรวมตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) กับบริษัทตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) โดยกำหนดให้ยุบเลิก AFET เพื่อมารวมกับ TFEX และให้มีการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าเพียงแห่งเดียว ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ้างอิงให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งยังเป็นผลดีในด้านการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ของประเทศ

โดยพระราชบัญญัติยกเลิกฯ ได้กำหนดหลักการให้ TFEX ดำเนินการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ้างอิงควบคู่ไปกับ AFET เพื่อให้การดำเนินการรวม TFEX และ AFET เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ้างอิงให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ ยังไม่ได้มีการกำหนดให้สินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ้างอิง ดังนั้น คณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงต้องประกาศกำหนดเพิ่มเติมให้สินค้าเกษตรเป็นสินค้า ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ เพื่อให้ TFEX สามารถทำการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ้างอิงได้ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ ยังได้มีการกำหนดประเภทของสินค้าและตัวแปรไว้ 7 ประเภท ได้แก่ หลักทรัพย์ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ดัชนีทางการเงิน และดัชนีกลุ่มหลักทรัพย์ และต่อมาคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดสินค้าและตัวแปรเพิ่มเติม เพื่อรองรับการพัฒนาตลาดซื้อขายล่วงหน้าในประเทศไทยให้เกิดศักยภาพในเชิงแข่งขันได้ในอนาคต

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448961658

Read More

14363399531436340017m

บูมท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ปากช่อง-วังน้ำเขียว”ททท.โคราชจับมือ20สวนผักผลไม้ทัวร์ตลอดปี

ททท.นครราชสีมา ดีเดย์ธันวาฯนี้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรปากช่อง ดึงคนเที่ยวปากช่องได้ตลอดทั้งปี เตรียมเชื่อมโยง “วังน้ำเขียว” ต่อยอดรูตท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ ด้านกลุ่ม “สวนผักปากช่อง” รับลูก เตรียมแปลงสตรอว์เบอรี่-จัดตลาดขายสินค้าหน้าฟาร์มรับไฮซีซั่น

นายสุหฤทธิ์ ชาญวนังกูร ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา-ชัยภูมิ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ททท.สำนักงานนครราชสีมา ได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่อง และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตรอำเภอปากช่อง ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่อำเภอปากช่องและวังน้ำเขียว รวมทั้งชูการส่งเสริมเกษตรชุมชนและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีการทำเกษตรชุมชนจำนวนมาก

ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างแผนที่ไปยังจุดต่าง ๆ เบื้องต้นมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแล้วกว่า 10 ราย อาทิ สวนองุ่น สวนดอกหน้าวัว เห็ด ผักคะน้าออร์แกนิกส์ สวนขึ้นฉ่ายและกุยช่ายขนาดใหญ่ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ซึ่งหลายรายมีระบบการปลูกและการจัดการที่ดี มีการจัดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษา หรือบางแห่งก็อยู่ระหว่างการปรับเตรียมพื้นที่บางส่วนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว หรือปรับเป็นพื้นที่สำหรับให้เกษตรกรในกลุ่มนำสินค้ามาวางจำหน่ายด้วย

14488626511448862679l

เที่ยวเกษตร – สวนผักปากช่องเป็นหนึ่งในโครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอปากช่อง ซึ่งมีความโดดเด่นในการใช้เทคโนโลยีการปลูกขึ้นฉ่ายในน้ำ และเป็นแหล่งปลูกกุยช่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ทั้งนี้ การส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรดังกล่าวของ ททท.สำนักงานนครราชสีมา เป็นไปตามกลยุทธ์เรื่องสังคม ที่เน้นส่งเสริมเรื่องกรีน โดยมีเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวที่มากับครอบครัว และกลุ่มการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์หลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยปี 2558-2559 ประกอบไปด้วย การสร้างการรับรู้ การหารายได้จากกลุ่มศักยภาพ 4 กลุ่ม การแบ่งปันพื้นที่และเวลา และกลยุทธ์เรื่องสังคม

นางภาวนา ประจิตต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนครราชสีมา-ชัยภูมิ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอปากช่องจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากไร่ต่าง ๆ ทั้งไร่ผัก ผลไม้ ส่วน ททท.นครราชสีมาจะจัดทำแผนที่เส้นทางให้ และเตรียมเชื่อมต่อกับเส้นทางกับอำเภอวังน้ำเขียว โดยเส้นทางดังกล่าวนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ ไปจนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูไฮซีซั่นของการปลูกผักที่แต่ละแห่งจะมีผลผลิตออกมามาก

ทั้งนี้ ไร่ผักผลไม้แต่ละแห่งจะอยู่ในเส้นทางที่มีศักยภาพ พร้อมรองรับการท่องเที่ยวได้ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมทั้งที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางที่ใกล้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายยังจะน้อยกว่าการไปท่องเที่ยวในแหล่งธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็มีความสวยงามและผลผลิตก็มีคุณภาพเช่นกัน โดยเฉพาะในฤดูการท่องเที่ยวซึ่งเป็นไฮซีซั่นจะมีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามมาก ทั้งองุ่น สตรอว์เบอรี่ และผักต่าง ๆ หรือในช่วงเดือนอื่น ๆ ก็จะเป็นผัก/ผลไม้ตามฤดูกาล เช่น สวนทุเรียนมีทั้งพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว ชะนี ผักและเห็ดชนิดต่าง ๆ ที่เป็นออร์แกนิกส์จริง ๆ

ด้านนายอุดมพล วงศ์ศักดา เลขานุการเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอปากช่อง ผู้จัดการส่วนธุรกิจท่องเที่ยว สวนผักปากช่อง ซึ่งเป็นฟาร์มผักส่งออกขนาดใหญ่ (ผักกุยช่ายเขียว-ขาว, ขึ้นฉ่าย) ในพื้นที่ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง กล่าวว่า ในเส้นทางนี้มีไร่หรือสวนผัก/ผลไม้กว่า 20 แห่งที่สามารถเปิดให้เข้าชมและเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งที่ผ่านมานักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักปากช่องเพียงแค่เขาใหญ่ ปาลิโอ้ หรือรีสอร์ตต่าง ๆ แต่แทบไม่รู้ว่ามีเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบนี้อยู่ด้วย จึงต้องการพัฒนาเส้นทางดังกล่าวคู่ไปกับย่านถนนธนะรัชต์-เขาใหญ่ และให้เชื่อมต่อกับอำเภอวังน้ำเขียว เพื่อสร้างทางเลือกการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยว

สำหรับฟาร์ม 20 แห่งนี้มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งถือเป็นการเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน นับเป็นเสน่ห์อีกด้านที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้มาเห็นความแตกต่าง เพราะหากทุกแห่งเป็นฟาร์มใหญ่ทั้งหมดก็จะมีลักษณะไม่แตกต่างกัน โดยบางสวนอาจเป็นการให้มาสัมผัสวิถีเกษตร เจ้าของสวนเปิดบ้านต้อนรับ ไม่ถึงขนาดท่องเที่ยว เน้นจะสร้างจุดขายให้สวนของเขาด้วยวิถีความเป็นตัวตนของเขาเอง ไม่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่เน้นการบริการเป็นหลัก

“ในส่วนของสวนผักปากช่องนั้น ที่ผ่านมาก็มีเกษตรกรและคณะต่าง ๆ มาศึกษาดูงานบ้างอยู่แล้ว โดยสำหรับการปรับให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวนั้น ได้เตรียมจัดพื้นที่ด้านหน้าของสวนจำนวน 2 แปลง เพื่อปลูกแปลงสตรอว์เบอรี่และมะนาวในรูปแบบการโชว์ จะเปิดตัวราววันที่ 4 ธันวาคมนี้ และให้บริการเต็มตัวในช่วงปลายปี แต่จะไม่ใช่หว่านเงินทำโชว์อย่างเดียว ต้องเป็นพืชที่ปลูกโชว์แล้วสามารถหมุนเวียนออกขายในตลาดได้ด้วย และมีผลผลิตขายปลีกให้นักท่องเที่ยวซื้อติดไม้ติดมือกลับไป อย่างไรก็ตามนอกจากเราแล้ว ในเส้นทางท่องเที่ยวนี้ก็ยังมีสวนสตรอว์เบอรี่อื่น ๆ ที่คนปากช่องปลูกเอง ทำเอง และมีคุณภาพอีกหลายแห่ง”
นายอุดมพลกล่าว

นอกจากนี้ ทางสวนผักปากช่องยังมีแผนเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวด้านหน้าเข้ากับพื้นที่ปลูกพืชอื่นด้านในที่มีอีกกว่า600-800ไร่ด้วยโดยผลผลิตที่เป็นตัวหลักของสวนผักปากช่องคือกุยช่าย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกที่ใหญ่ที่สุด และมีออร์เดอร์เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีพื้นที่ปลูก 600-800 ไร่ หมุนเวียนกันไป รวมทั้งการปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำโดยไม่ต้องใช้ดินแบบกึ่งไฮโดรโปนิก ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448862651

 

Read More