NjpUs24nCQKx5e1D740j5w3Gic9fyJxizLc4vX7atwf

อาชีพประมงฤดูแล้ง เลี้ยงกบพึ่งน้ำ100ลิตร

EyWwB5WU57MYnKOuYBn0McCKhbdQe0lH0dUHclsTqLy0eNmdB8rirR

ทำเอางงกันไปทั้งประเทศ เมื่อคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งปี 2558/59 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาอนุมัติโครงการสร้างรายได้จากประมงในฤดูแล้ง เมื่อน้ำไม่มีจะให้ทำอาชีพเพาะเลี้ยงด้านประมงได้อย่างไร

NjpUs24nCQKx5e1D740j5w3Gic9fyJu2jxbTTyQcVfZ

นายวินัย จั่นทับทิม ผอ.สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เผยว่า การทำประมงในฤดูแล้งสามารถ ทำได้ด้วยการเลี้ยงกบ เพราะใช้น้ำน้อยมากแค่เดือนละ 25 ลิตร ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 3 เดือน ใช้น้ำไม่เกิน 100 ลิตร

โดยใช้วิธีเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาด 3×4 เมตร สามารถเลี้ยงกบได้ 1,500 ตัวเป็นอย่างน้อย เติมน้ำลงบ่อแค่ครึ่งฟุต หรือแค่ท่วมหลังกบ จากนั้นใส่วัชพืชน้ำ วัสดุลอยน้ำ เช่น แพไม้ไผ่ หรือแผ่นโฟม เพื่อให้กบขึ้นไปอาศัยอยู่ และนำทางมะพร้าวมาคลุมบ่อเพื่อบังแดดด้วย

NjpUs24nCQKx5e1D740j5w3Gic9fyJxizLc4vX7atwf

ส่วนการให้อาหาร ผอ.สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดบอกว่า ให้เพียงเม็ดวันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น ด้วยคำนวณจากน้ำหนักกบ 100 กก.ให้อาหาร 3 กก.หรือ 3% ของน้ำหนักกบทั้งหมด จากนั้นคอยเติมน้ำ หรือสลับเปลี่ยนน้ำให้สะอาดเดือนละครั้ง คิดคำนวณแล้วเปลี่ยนถ่ายน้ำครั้งหนึ่งไม่เกิน 25 ลิตร และจะต้องมีสเปรย์น้ำไว้ด้านบนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

สำหรับการเลือกพื้นที่ทำบ่อเลี้ยงกบ นายวินัย แนะนำให้เลือกพื้นที่สูงหรือที่ดอน ที่มีลักษณะราบเสมอ ใกล้แหล่งน้ำ ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการถ่ายเทน้ำ แต่ควรให้ห่างจากถนนเพื่อป้องกันเสียงรบกวน เนื่องจากกบมีนิสัยชอบความสงบเงียบถึงจะเติบโตได้เร็ว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือนสามารถจับขายได้ ปัจจุบันราคากบเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 80-120 บาท สามารถส่งขายทั้งร้านอาหารและตลาดสดทั่วไป

NjpUs24nCQKx5e1D740j5w3Gic9fyJvbCkNVpv0L9NO

ที่สำคัญการเลี้ยงกบถือว่าเหมาะ สำหรับผู้สูงอายุ หรือคนวัยเกษียณที่ต้องการหาอาชีพเสริมในยามว่าง เพราะสามารถ ทำได้ที่บ้านตนเอง ขนาด ของบ่อเลี้ยงสามารถดัดแปลงให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่ตามความต้องการและเหมาะสม ของแต่ละพื้นที่ อีกทั้งยังไม่เหนื่อยมากเหมือนกับการทำเกษตรในรูปแบบอื่นๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่กองส่งเสริมการประมง กรมประมง 0-2561-4689, 08-1649-3777.

 

ขอบคุณที่มา    https://www.thairath.co.th/content/543488

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D740hYAMLcJXJwFHYep9PPSi3hrb

Pipe Line ลดค่าแรง เพิ่มราคาค่าน้ำนมดิบ

EyWwB5WU57MYnKOuYBnzSgG357L7KMEKE1lM3dERVjhxPx2zXO3feD

“อีกไม่กี่วันจะเปิดเออีซี การจัดการภายในฟาร์มวัวนม จะทำเหมือนในอดีตไม่ได้ เกษตรกรต้องปรับระบบการเลี้ยงวัว เพื่อให้ได้น้ำนมคุณภาพ ไม่อย่างนั้นสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ เราเลยนำเทคโนโลยีการรีดนมแบบ Pipe Line และ Cooling Tank ที่ประเทศในแถบยุโรปใช้กัน มาใช้ในฟาร์มของตัวเอง”

เสถียร เตยจังหรีด เกษตรกรเลี้ยงโคนม ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี บอกถึงสาเหตุที่ต้องนำระบบนี้มาใช้ว่า ต้องยอมรับวันนี้ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระบาดไปทุกวงการ การรีดนมวัวก็เช่นกัน รีดนม 50 ตัวต้องใช้แรงงานอย่างน้อย 5 คน…วันหนึ่งๆ ต้องรีดนม 2 ช่วงคือ เช้า-เย็น

NjpUs24nCQKx5e1D740hYAMLcJXJwFJacsO5vuZtsxU

ตลอดเวลาของการรีดนม คนงานต้องก้มๆ เงยๆ ล้างเต้านม ยกถังนม 3-4 ชั่วโมงต่อครั้ง วันหนึ่งปาเข้าไป 6-8 ชั่วโมง ถือเป็นงานที่หนัก บางคนสู้ไม่ไหวหนีไปเลย จึงเกิดความคิดนำระบบรีดนมแบบนี้มาใช้

แต่เกษตรกรรายเล็กจะเปลี่ยนทีเดียวทำได้ยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนเกือบครึ่งล้าน…กระทั่งกรมปศุสัตว์มีโครงการปรับโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางอาหารด้านปศุสัตว์ (TMR) เสถียร จึงสบช่องขอเข้าร่วมโครงการในฐานะเป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด สระบุรี

ระบบรีดนมแบบ Pipe Line ดียังไง…??

“ที่เห็นชัดเลยคือ รีดนมวัว 50 ตัว ใช้แรงงานแค่ 2 คนก็เพียงพอ หลังต้อนวัวเดินเข้าคอกรีดลักษณะตัวยู ให้แม่วัวยืน 2 ฝั่ง ซ้าย-ขวา บริเวณตรงกลางของตัวยู เป็นพื้นต่ำในระดับไหล่คนรีดนมอยู่สูงเสมอเต้านมโค การสวมเครื่องรีดนมกับเต้าแม่โค คนงานสามารถทำได้ถนัด ไม่ต้องก้มๆเงยๆให้ปวดหลัง ปวดคอ แถมยังรีดได้เร็ว วัว 50 ตัว เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง คนไม่เครียด วัวก็ไม่เครียดให้น้ำนมดี”

เสถียร อธิบายอีกว่า เมื่อเครื่องรีดนมทำงาน น้ำนมวัวของโคจะถูกส่งต่อเข้าหลอดชั่งน้ำนมซึ่งติดอยู่กับหัวเครื่อง ตัวนี้แหละที่บอกให้เรารู้ได้ว่า แต่ละตัวให้น้ำนมมากน้อยแค่ไหน ไม่ต้องใช้การคำนวณเหมือนเมื่อก่อน

NjpUs24nCQKx5e1D740hYAMLcJXJwFIB14hUT5Inlkm

เมื่อระบบ Pipe Line ทำให้รู้ว่า แม่วัวนมแต่ละตัวให้น้ำนมมากน้อยแค่ไหน จะช่วยให้ง่ายต่อการจัดกลุ่มแยกวัวให้นมน้อย-ปานกลาง-มาก เพื่อจะได้คำนวณปริมาณอาหารที่จะนำไปเลี้ยงได้อย่างเหมาะสม…ไม่มีแม่วัวแอบแฝง กินอาหารเยอะแต่ให้นมน้อย สิ้นเปลืองต้นทุนโดยใช่เหตุ

ส่วนน้ำนมจากเต้า จะส่งต่อไปรวบรวมถังหล่อเย็นปลายเครื่อง เมื่อเต็มเครื่องจะดึงน้ำนมผ่านตัวกรองละเอียดขนาด 100 ไมครอน เพื่อทำให้นมสะอาด และจุดสุดท้ายยังมีคนคอยควบคุมปล่อยน้ำนมเข้าบรรจุใส่ถัง Cooling Tank เตรียมส่งศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โดยไม่ต้องก้มๆเงยๆยกถังนมไปมาเหมือนวิธีเดิมๆ

NjpUs24nCQKx5e1D740hYAMLcJXJwFHYep9PPSi3hrb

นอกจากแก้ปัญหาแรงงานได้แล้ว ยังทำให้น้ำนมโคได้คุณภาพ สะอาดปลอดภัยสม่ำเสมอ เพราะเป็นการรีดระบบปิดที่แทบจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆมาเจือปนได้เลย ยิ่งจะช่วยให้เกษตรกรขายน้ำนมดิบได้ราคามากกว่าเดิม.

NjpUs24nCQKx5e1D740hYAMLcJXJwFF5YYQL9vplrX5

 

ขอบคุณที่มา    https://www.thairath.co.th/content/543953

Read More

14491280161449128048l

ปลูกแตงโม จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ โกยรายได้ปีละล้าน

14491280161449128041l

เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสได้เดินทางไปที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อสำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย (นพค.26 สนภ.2 นทพ.) หน่วยนี้ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกพัฒนา ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อร่วมงานปล่อยปลา ปลูกหญ้าแฝก ที่ริมอ่างเก็บน้ำลำห้วยเตยบ้านโคก
โดยมี พ.อ.วิบูลย์ ผมปัน  ผบ.นพค.26 สนภ.2 นทพ. นำชาวบ้านทำกิจกรรมดังกล่าว พร้อมแนะนำว่า นายกเทศบาลตำบลไร่ (ทต.) ที่นี่ เป็นนายกฯ มือเปื้อนโคลน อย่าคิดเป็นอื่น เพราะท่านเป็นเกษตรกรที่ทำหน้าที่นายกฯด้วย ดังนั้น มือจึงเปื้อนโคลนเพราะทำการเกษตร และการเกษตรที่ทำคือ ปลูกแตงโม มานานกว่า 20 ปี หลังจำหน่ายผลกินเนื้อ จนกลายมาเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์แตงโมเอง


จึงได้เดินทางไปชมสวนแตงโมของ คุณพูนทอง ศูนย์จันทร์ นายกเทศบาลตำบลไร่ อยู่ห่างจาก นพค.26 สนภ.2 นทพ. เพียงแค่ 4 กิโลเมตร เท่านั้น

ก่อนมาเป็น นายก ทต.ไร่

คุณพูนทอง ปัจจุบัน อายุ 51 ปี บอกว่า เป็นคนบ้านไร่ ตำบลไร่ โดยกำเนิด เชื้อสายคนภูไทย อาชีพดั้งเดิมทำนา ทำไร่ หลังจากจบระดับมัธยมศึกษาแล้ว เข้าเรียนต่อระดับ ปวส. จนจบ จากนั้นหันไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทเกี่ยวกับการส่งเสริมเกษตรในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ปลูกมะเขือเทศ แตงแคนตาลูป แตงโม และพืชอื่นในภาคฤดูแล้ง เนื่องจากในพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอพังโคน และพรรณานิคม เป็นพื้นที่รับน้ำจากเขื่อนชลประทานน้ำอูน เพื่อทำการเกษตรได้ทุกฤดู


ด้วยความที่เป็นฝ่ายส่งเสริมของบริษัทดังกล่าว จึงได้ลงพื้นที่คลุกคลีกับเกษตรกรทุกกลุ่ม และผ่านการอบรมรับความรู้การปลูกพืชฤดูแล้ง และอื่นๆ มามาก


เมื่อแต่งงานกับ คุณดวงพร ศูนย์จันทร์ ก็หันมาทำการเกษตรเสริมด้วยการปลูกแตงโม จำหน่ายผล ส่วนตัวก็ไปทำงาน และให้ภรรยาดูแล เมื่อว่างก็จะออกมาช่วยดู ปรากฏว่าขายได้ดี ตลาดต้องการมาก


คุณพูนทอง บอกว่า ในช่วงนั้นได้มีเพื่อนๆ ในหมู่บ้านแนะนำให้หันมาลงสมัคร สมาชิก อบต.ไร่ เพราะเห็นว่าเป็นที่รู้จักของชาวบ้านเป็นอย่างดี ประกอบกับชอบเป็นคนช่วยงานด้านสังคม เขาได้รับเลือกเข้าไปทำงาน จากนั้นได้รับเกียรติจากเพื่อนสมาชิก อบต. ให้เป็นประธาน สภา อบต. ด้วย


แม้ในช่วงที่ทำงานการเมืองก็ทำการเกษตรตลอดเวลา ชาวบ้านก็บอกว่า เป็น สมาชิก อบต. เปื้อนขี้ตม หมายถึงเปื้อนโคลน เพราะหากว่างจากงานก็จะมาคลุกคลีอยู่กับงานเกษตรของตน จึงมองดูเปื้อนโคลนตลอดเวลา แต่เป็นสิ่งที่ให้ความสุข

14491280161449128048l

หลังจากนั้นเมื่อหมดวาระลง เพื่อนๆ หนุนให้สมัครเป็นนายกเทศบาลตำบลไร่ หลังจากที่ได้ยกฐานะขึ้นมา จึงลงสมัคร ปรากฏว่าแพ้คู่แข่งไปคะแนนเดียว ก็ไม่คิดอะไรมาก หันมาทำการเกษตรปลูกแตงโมจากกินผลมาเป็นแบบขายเมล็ดพันธุ์ เพราะทราบว่าเกษตรกรในหมู่บ้านและใกล้เคียงและต่างจังหวัดที่สนใจว่าแตงโมของตนเองทำไมหวานอร่อย เนื้อสีแดง ได้พันธุ์มาจากที่ใด ซึ่งได้แจ้งไปว่าผสมพันธุ์เอง โดยได้อาศัยประสบการณ์ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ทำ มาทำเองกว่า 20 ปี

ที่มาของการผลิตเมล็ดพันธุ์ แตงโม “รสสุคนธ์ 189”

คุณพูนทอง บอกว่า ตนปลูกแตงโมขายผลและเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อมีการเลือกตั้งอีก เพื่อนได้เข้ามาแจ้งว่าน่าจะลองอีกสักครั้ง จึงลงสมัคร นายก ทต.ไร่ และก็ได้รับเลือกเข้ามาบริหารเป็นสมัยแรก


ถึงแม้ว่าจะได้เป็น นายก ทต. ก็ยังทำการเกษตร ปลูกแตงโมขาย ทั้งผลและเมล็ด พร้อมพัฒนาสายพันธุ์ จาก “กมลทิพย์ 101” มาเป็น “รสสุคนธ์ 189” จนถึงวันนี้ ปลูกครั้งละ 10 ไร่


สิ่งที่น่าสนใจมากนั้น คุณพูนทอง ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายเพื่อให้เกษตรกรนำเมล็ดไปปลูก เพื่อเป็นแตงโมกินผล (เนื้อ)
คุณพูนทอง เล่าถึงวิธีการปลูกแตงโมว่า การเตรียมแปลงปลูกแตงโม ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นหัวใจของการปลูกพืชที่จะยึดถือเกาะรากและเป็นแหล่งอาหารของพืชที่จะใช้อาหารในการเจริญเติบโต


ขั้นตอนแรกคือ ไถดะ ด้วยผาลเบิกหน้าดิน เพื่อไถให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ตาย ตากดิน 7-10 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงที่อยู่ในดิน หรือไถแปรด้วยผาลพวง หรือผาลแปรดิน เพื่อให้ดินละเอียดมากยิ่งขึ้น 


จากนั้นเริ่มทำร่อง โดยวัดระยะห่างระหว่างแถว 5-6 เมตร โรยร่องปุ๋ยด้วยสูตร 16-16-16 อัตราราว 25 กิโลกรัม ต่อไร่ พร้อมปูนขาว 15-20 กิโลกรัม


ส่วนความกว้างของร่อง จะอยู่ที่ 80-100 เซนติเมตร ความสูงเฉลี่ย 30 เซนติเมตร

14491280161449128056l

คุณพูนทอง บอกอีกว่า ในส่วนตนนั้นจะใช้พลาสติกคลุมแปลง และไม่นิยมที่เจาะรูมาให้ เนื่องจากจะผิดระยะที่ต้องการ จึงนำมาเจาะรูเอง


สมัยก่อน…การเพาะเมล็ดแตงโม มักจะใช้วิธีหยอดหลุมในแปลง ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิม จะเปลืองเมล็ดพันธุ์ เสี่ยงต่อแมลงกัดกินเสียหายด้วย การงอกงามเจริญเติบโตไม่พร้อมกัน มีปัญหาต่อการดูแล


แต่หากนำมาเพาะในกล่องกระดาษ จะทำให้ได้พันธุ์ที่แข็งแรง โดยในส่วนนี้ ขอกล่าวถึงเพียงเมื่อเพาะกล้าเมล็ดพันธุ์แล้ว ประมาณ 12 วัน เมล็ดงอก นำไปลงแปลงที่เตรียมไว้ 5 วัน รดน้ำ และปุ๋ย สูตร 0-46-0 เร่งราก โดยอัตราส่วน ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร รดที่ต้น ประมาณ 1 แก้ว


จากนั้นจะสังเกตพบมีแมลง เริ่มพ่นยาปราบศัตรูพืชและเชื้อรา


ในช่วง 12 วันนั้น พบว่าแตงมียอดแล้ว ให้เริ่มเด็ดยอด ไว้ 3-5 เป็นใบจริง เพื่อให้แตงโมแตกยอดและสังเกตหากยอดโผล่ 10-15 เซนติเมตร ให้แต่งกิ่ง เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ 2 กิ่ง และรดน้ำให้ปุ๋ย 5 วัน ต่อครั้ง ตามสภาพอากาศ
จากนั้น 20 วัน แตงโมออกดอกให้เห็น จึงเริ่มผสมเกสร


เทคนิคการผสมต้องจัดเถาแตงให้ตรง แต่งกิ่งแขนงที่มีออก 4-5 ออกจากเถาแต่ละเถา
สังเกตเมื่อออกดอกประมาณ 10% ก่อนผสมให้เด็ดดอกบานทิ้ง เพราะพืชที่แตกดอกแยกเป็น 2 ประเภท คือ สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์


เมื่อตกตอนเย็นต้องนำอุปกรณ์มาครอบที่ดอกทันที ทั้งนี้เพื่อป้องกันแมลงตอม หรือผสมก่อน เป็นเหตุให้กลายพันธุ์
ให้เกษตรกรเก็บพ่อพันธุ์ ในสายพันธุ์ที่เตรียมไว้ นำไปผสมกับดอกที่ครอบไว้ จากนั้นนำยางหนังสติ๊ก สวมดอกที่ผสมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ผ่านการผสมเพื่อตรวจการเก็บที่สมบูรณ์ และทำกรวยกระดาษมาสวมทับดอกที่ผสม เพื่อป้องกันการผสมซ้ำจากแมลง จนลูกโต เมื่อแตงให้ผลโตเริ่มสุกเต็มที่ เก็บในช่วงประมาณ 60 วัน


จากนั้นนำแตงโมมาผ่า และล้างตามขั้นตอน เอาเมล็ดมาตากแดด


วิธีการตากแดด เทคนิคของตนจะตากในช่วงเช้า 5 โมงเช้า ไปถึงบ่าย ประมาณ 13.00 น. นั้น จะต้องหาผ้ามาคลุมเพื่อป้องกัน เนื่องจากอุณหภูมิสูง จะส่งผลให้เมล็ดงอกน้อยไม่ได้ผล 100% และอย่างน้อย 3 วัน จึงมาแยกคัด ทำความสะอาด และจึงนำไปจำหน่าย

14491280161449128064l

ปัจจุบัน จำหน่าย กิโลกรัมละ 2,500-3,000 บาท โดยตลาดส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังไม่พอจำหน่าย ซึ่งในต่างจังหวัดจะคิดค่าจัดส่งเพิ่มอีก และในส่วนพันธุ์ผสม “รสสุคนธ์ 189” รับรองความงอกแน่นอน ในทุกวันนี้ ตนปลูกแตงโมจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก อยู่ที่ 10 ไร่ ได้จำนวน 100-150 กิโลกรัม ในรอบหนึ่งหรือ 60 วัน หรือประมาณ 350,000 บาท


คุณดวงพร ศูนย์จันทร์ ภรรยาคุณพูนทอง กล่าวว่า ชีวิตในแต่ละวัน ทำการเกษตรเป็นหลัก ลูกชายคนโตก็จบเกษตร จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ออกมาทำงานแล้ว คงเหลืออีก 2 คน กำลังศึกษาอยู่ และใน 1 ปี จะปลูกแตงโมได้ 3 รอบ
สำหรับต้นทุน-ค่าใช้จ่าย จำนวน 10 ไร่ ไร่ละ 10,000 บาท หรือราว 100,000 บาท จึงคิดว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ ซึ่งทุกวันนี้สามารถส่งลูก 3 คน จบสูงได้ไม่เดือดร้อน

 

ขอบคุณที่มา     http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1449128016

Read More

BrandAge-Siam-Kubota-Parts-Cente7

หวั่นกม. GMO ทุบอุตฯอาหาร กระทบส่งออก รมต.อำนาจล้น

14096650251409665095l

ชง ร่าง พ.ร.บ. GMOs เข้า สนช.เปิดช่องสู่การค้าเชิงพาณิชย์ หลังชะงักงันมาถึง 11 ปี เผยให้อำนาจ รมว.ทรัพยากรฯมหาศาล ด้านส.อาหารสำเร็จรูปหวั่นกระทบส่งออกข้าวโพดหวาน-มะละกอ-อาหารที่มีส่วนผสม ถั่วเหลือง

คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. …ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้เสนอ ท่ามกลางความกังวลขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ติดตามร่างกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต (พืช/สัตว์) ที่ดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs รวมถึงหน่วยงานราชการด้วยกันเองอย่างกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เกรงว่า การอนุญาตให้ปลูกพืชหรือสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมจะกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ บริโภคและการส่งออกสินค้าของประเทศไทย

หนทางสู่การค้า GMOs

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. …ฉบับที่เพิ่งผ่าน ครม.ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯได้อธิบายวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายฉบับนี้ว่า 1) เพื่อพัฒนากฎหมายภายในประเทศที่จะใช้ในการดำเนินการควบคุมดูแลการใช้ ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ 2) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ 3) คำนึงถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ และ 4) เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับการดำเนินงานในระดับสากลในทางปฏิบัติจะตั้ง “คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ” ขึ้นชุดหนึ่ง มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน พร้อมกรรมการที่เป็นข้าราชการในระดับอธิบดี-เลขาธิการ-ผู้อำนวยการโดย ตำแหน่งอีก 12 คน มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 10 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คนหลังแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ มีหน้าที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ รมต.กำหนด”หน่วยงานผู้รับผิดชอบ” ที่ตั้งขึ้นโดยอำนาจ รมว.ทรัพยากรฯโดยคำแนะนำของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ

ทั้งนี้ หน่วยงานผู้รับผิดชอบจะมีอำนาจหน้าที่ใน “การดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม” ซึ่งน่าจะหมายถึงการควบคุมดูแลตรวจสอบติดตามทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ-การ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ GMOs ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (การผลิต-การครอบครอง-การนำเข้า-ส่งออก-นำผ่าน-เคลื่อนย้าย และทำลาย) จะเป็นหน่วยงานใดของกระทรวงหรือส่วนราชการใดก็ได้ที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ นั่นหมายถึงการค้นคว้าทดสอบเทคโนโลยีชีวภาพจะกระจัดกระจายไปตามหน่วย งานราชการต่าง ๆ ไม่เฉพาะกับหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเท่านั้น

เมื่อการทดสอบทดลองความปลอดภัยทางชีวภาพดำเนินการผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า “ใช้ในสภาพควบคุม” จนกระทั่งถึง “ใช้ในภาคสนาม” หรือทดสอบความปลอดภัยในพื้นที่จำกัดได้แล้ว ผู้ทำการทดลอง/ทดสอบพืช/สัตว์ GMOs สามารถยื่นเรื่องต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบ พร้อมเอกสารประเมินความเสี่ยง เพื่อขอให้พืช/สัตว์ GMOs นั้นถูกขึ้น “บัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม” แต่การขึ้นบัญชีจะต้องผ่านการพิจารณาของ “คณะกรรมการผู้ชำนาญการ” ซึ่งตั้งโดย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นั่นหมายถึงการทดลองพืช/สัตว์ GMOs (มะละกอ GMOs) ซึ่งชะงักงันมาตั้งแต่ปี 2547 หรือ 11 ปีล่วงมาแล้ว ผู้ทดลองจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ผ่านช่องทางที่ “เปิดช่อง” ไว้ในร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ…โดยผลการทดลองจะนำไปสู่การผลิตพืช/สัตว์ GMOs ในเชิงพาณิชย์ได้

พิรุธเร่งรีบออก กม.

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้นำเสนอเข้า ครม.อย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้ติดตามความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหาร GMOs ทั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มสมาคมแปรรูปอาหาร กลุ่มยางพารา กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าอื่น ๆ กังวลกับเรื่องนี้มาก โดยอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการบ่งชี้ว่า สินค้าใดเป็น GMOs หรือไม่ ขณะนี้ทางมูลนิธิได้ทำเรื่องเสนอไปยัง ครม.ขอให้ชะลอร่างกฎหมายฉบับนี้ไปก่อน พร้อมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเห็นควรจัดตั้งคณะกรรมการมาก่อนและประชาชนทุกภาค ส่วนต้องได้รับรู้ โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน

ทั้งนี้ มีความกังวลถึง 9 ประการในร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะชี้ว่า ผู้เสนอร่างกฎหมายมีเจตนาที่ต้องการเปิดเสรี GMOs โดยไม่กำหนดผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ได้แก่ 1) ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อน (Pre-Cautionary Principle) 2) ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คำนึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม 3) ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยหลักการคือการเปิดเสรี GMOs 4) ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับให้ต้องทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 5) ไม่ได้บังคับให้การขึ้น

“บัญชี ปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม” ต้องทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ 6) ไม่ได้กำหนดผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจาก GMOs ในบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม 7)ไม่มีบทคุ้มครองเกษตรกรที่พืชผลถูกพืช GMOs ปนเปื้อน 8) ไม่ได้ระบุหลักประกันทางการเงินกรณีเกิดความเสียหายจาก GMOs และ 9) ร่างกฎหมายฉบับนี้ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างรุนแรง

มะละกอ-ข้าวโพด-ถั่วเหลืองเสี่ยง

นาย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า หากมีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ กม. GMOs ออกมาในขณะนี้ การส่งออกสินค้าไป 2 ตลาดหลักคือ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น “จะได้รับผลกระทบทันที” โดยจะถูกสั่งระงับการนำเข้าไว้ชั่วคราวจนกว่าจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะมี มาตรการควบคุมการให้ทดลองปลูกพืช GMOs ได้ระดับไหนโดยที่ไม่มีการปนเปื้อนออกสู่สิ่งแวดล้อม

“สมาคมไม่ได้ ต่อต้านพืช GMOs แต่หากทำแล้ว ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมได้ ไม่หลุดออกมาปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่อย่างนั้นจะกระทบการส่งออก รัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ” นายวิศิษฐ์กล่าว

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448888703

Read More

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4T0JTPDazvDcXe

รู้ยัง ยอดขายรถเดือนตุลาคม

T18CT60ObSbLrsQ3hM2FowNn8AeRt0t78GqW7q1K6qndNatQeLZrz9o

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2558 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 67,910 คัน ลดลง 4.1% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 24,273 คัน ลดลง 19.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 43,637 คัน เพิ่มขึ้น 7.2% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนต์นี้ จำนวน 35,474 คัน เพิ่มขึ้น 3.7%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4JpvnDK4ihqHCx

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4HckjZHm5ZOTb8

 

ประเด็นสำคัญ
ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม มีปริมาณการขาย 67,910 คัน ลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 19.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.2% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นเดือนที่ 3 เป็นผลจากความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ที่ได้แนะนำสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา หากแต่ตลาดรถยนต์ในภาพรวมยังคงได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4M5snA4RU2PVoM

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4KSIZjgg41prCD

 

ตลาดรถยนต์สะสม 10 เดือน มีปริมาณการขาย 621,742 คัน ลดลง 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 21.4% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 7.8% สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ และความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4Pfawr5PnN9qIw

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4NJfLwcr9NG0Dl

 

ตลาดรถยนต์ในเดือน พฤศจิกายน แนวโน้มเติบโต จากการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนเร่งลงทุน คาดว่าจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งนี้รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จากค่ายรถยนต์ต่างๆ ตลอดจนความต่อเนื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย ประกอบกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในต้นปีหน้าที่ส่งผลต่อการเร่งการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ถือเป็นปัจจัยบวกในการกระตุ้นตลาดรถยนต์

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4QBd0EaTrlbDhA

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนตุลาคม 2558
ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 67,910 คัน ลดลง 4.1%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 23,043 คัน ลดลง 14.2% ส่วนแบ่งตลาด 33.9%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,727 คัน ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 15.8%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,699 คัน เพิ่มขึ้น 9.8% ส่วนแบ่งตลาด 14.3%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4RvO64n1Jcm15m

ตลาดรถยนต์นั่ง
ปริมาณการขาย 24,273 คัน ลดลง 19.5%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 8,616 คัน ลดลง 30.7% ส่วนแบ่งตลาด 35.5%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 6,522 คัน ลดลง 22.7% ส่วนแบ่งตลาด 26.9%
อันดับที่ 3 มาสด้า 2,319 คัน เพิ่มขึ้น 31.9% ส่วนแบ่งตลาด 9.6%

NjpUs24nCQKx5e1D744YYj5IzCqsI4T0JTPDazvDcXe

ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน
(Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 35,474 คัน เพิ่มขึ้น 3.7%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 13,941 คัน เพิ่มขึ้น 3.1% ส่วนแบ่งตลาด 39.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,562 คัน ลดลง 14.4% ส่วนแบ่งตลาด 27.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 4,896 คัน เพิ่มขึ้น 34.0% ส่วนแบ่งตลาด 13.8%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 9,511 คัน
โตโยต้า 4,278 คัน – มิตซูบิชิ 3,289 คัน – ฟอร์ด 937 คัน– อีซูซุ 857 คัน– เชฟโรเลต 150 คัน

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsJsvJNxj6GHrow

ตลาดรถกระบะ Pure Pick up
ปริมาณการขาย 25,963 คัน ลดลง 15.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 9,663 คัน ลดลง 18.7% ส่วนแบ่งตลาด 37.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 8,705 คัน ลดลง 12.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.5%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,040 คัน เพิ่มขึ้น 14.2% ส่วนแบ่งตลาด 7.9%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsIDIoxO73XQXei

ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์
ปริมาณการขาย 43,637 คัน เพิ่มขึ้น 7.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 14,427 คัน ลดลง 0.1% ส่วนแบ่งตลาด 33.1%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,727 คัน ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 24.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 4,896 คัน เพิ่มขึ้น 34.0% ส่วนแบ่งตลาด 11.2%
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2558

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsF6qRPEIboUNY1

1.) ตลาดรถยนต์รวม
ปริมาณการขาย 621,742 คัน ลดลง 13.6%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 212,861 คัน ลดลง 19.7% ส่วนแบ่งตลาด 34.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 112,706 คัน ลดลง 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 18.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 89,347 คัน เพิ่มขึ้น 7.0% ส่วนแบ่งตลาด 14.4%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsFY2fYz9aWgJlZ

2.) ตลาดรถยนต์นั่ง
ปริมาณการขาย 238,732 คัน ลดลง 21.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 85,389 คัน ลดลง 30.5% ส่วนแบ่งตลาด 35.8%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 61,911 คัน ลดลง 19.3% ส่วนแบ่งตลาด 25.9%
อันดับที่ 3 มาสด้า 20,537 คัน เพิ่มขึ้น 51.7% ส่วนแบ่งตลาด 8.6%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsQBoTN12sRAqtY

3.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน
(Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 302,100 คัน ลดลง 12.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 119,443 คัน ลดลง 10.6% ส่วนแบ่งตลาด 39.5%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 102,090 คัน ลดลง 16.2% ส่วนแบ่งตลาด 33.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 28,236 คัน ลดลง 12.1% ส่วนแบ่งตลาด 9.3%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 40,738 คัน
โตโยต้า 19,424 คัน – อีซูซุ 9,425 คัน – มิตซูบิชิ 8,192 คัน – ฟอร์ด 2,532 คัน – เชฟโรเลต 1,165 คัน

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsNzeYITao1uOXm

4.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up
ปริมาณการขาย 261,362 คัน ลดลง 13.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 100,019 คัน ลดลง 14.9% ส่วนแบ่งตลาด 38.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 92,665 คัน ลดลง 12.2% ส่วนแบ่งตลาด 35.5%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 20,044 คัน ลดลง 26.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%

4DQpjUtzLUwmJZZGXY80teT6avGWQvsMblADb3dN6Fae

5.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์
ปริมาณการขาย 383,010 คัน ลดลง 7.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 127,472 คัน ลดลง 10.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 112,706 คัน ลดลง 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 29.4%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 28,236 คัน ลดลง 12.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.4%

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/content/542916

 

Read More

14013772151401377292l

ข้าวหอมมะลิร่วงต่ำกว่า9พัน/ตัน “โรงสี-ส่งออก”โต้ตัวการทุบราคา

14486293891448629425l

ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปี 58/59 ดิ่งหลุดตันละ 9,000 บาท ด้าน “พาณิชย์” เรียกหารือด่วน ส่งผล “ผู้ส่งออก-โรงสีข้าว” ซัดกันนัว ฝ่ายแรกโบ้ยบอกโรงสีแห่ส่งออกตัดราคาขายขณะที่ฝ่ายหลังแจ้งผู้ส่งออกไล่ทุบ ราคาข้าวลงเหลือ 23,000 บาท จากราคาประกัน 26,000 บาท ร้องรัฐจัดระเบียบก่อนอุตสาหกรรมข้าวพัง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานหลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/2559 ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตปริมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก ด้วยวงเงินไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือโรงสีเข้าช่วยซื้อข้าวเปลือกตามโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% วงเงิน 385 ล้านบาท (เริ่ม 15 ตุลาคม 2558)

โครงการ ชะลอการขาย (จำนำยุ้งฉาง) กับ ธ.ก.ส.ตันละ 13,500 บาท โดยให้ค่าฝากเก็บ 1,000 บาท วงเงิน 27,000 ล้านบาท, โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือก 2.5 ล้านตัน วงเงิน 12,500 ล้านบาท (ไม่นับรวมถึงการขอความร่วมมือให้ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดทำโครงการ ประกันราคารับซื้อข้าวสารหอมมะลิตันละ 26,000 บาท หรือคิดเป็น13,500 บาท ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งขณะนี้เริ่มรับซื้อไปได้แล้ว 75,000 ตัน)

ปรากฏระดับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเกี่ยวสดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็น พื้นที่เพาะปลูกหลัก กลับลดราคาต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกลงเหลือตันละ 8,900-9,100 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาในช่วงที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่ศึกษาผลผลิต ข้าวปี 2558/2559 ที่จังหวัดอุบลราชธานี-ยโสธร-ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่11-13 พฤศจิกายน 2558 โดยขณะนั้นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิใหม่เกี่ยวสดเฉลี่ยยังอยู่ที่ตันละ 9,000-11,000 บาท และยังต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิปี 2557 ที่ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 11,000-12,000 บาท

ราคาข้าวหอมมะลิที่ ตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ทำให้นายวิจักร วิเศษน้อย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.บูลย์ลักษณ์ร่วมรัก อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เรียกประชุมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย พร้อมคณะผู้บริหารทั้ง 2 สมาคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน

แหล่งข่าวจากสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ในที่ประชุมทางกระทรวงได้แสดงท่าทีให้เห็นว่า “โรงสีเป็นจำเลย” จากการที่ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขายข้าวได้ราคาต่ำ ซึ่งทางสมาคมโรงสีได้ชี้แจงว่าสาเหตุที่โรงสีไม่สามารถซื้อข้าวหอมมะลิใน ราคาที่สูงได้ เพราะข้าวมีความชื้นสูง ที่สำคัญผู้ส่งออกที่รับซื้อข้าวจากโรงสีได้ปรับลดราคารับซื้อล่วงหน้าลง อย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งมอบเดือนธันวาคมลดลงเหลือเพียงตันละ 23,000 บาท หรือลดลงจากต้นเดือนพฤศจิกายนที่มีราคาอยู่ระหว่างตัน 26,000-27,000 บาท หรือลดลงไปตันละ 3,000 บาท จากราคาที่ผู้ส่งออกมีโครงการประกันราคารับซื้อตันละ26,000 บาท

“แม้จะมีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยจำนวน 200-300 โรงก็จริง แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ราคาข้าวอนาคตลดลง ถึงเราจะเข้าไปซื้อในราคาที่รัฐบาลต้องการ แต่พอไปขายไม่คุ้ม การชดเชยดอกเบี้ยก็ไม่คุ้ม เพราะรัฐชดเชยแค่ 3% แต่โรงสียังต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยที่เหลืออีก 7% อยู่ดี” แหล่งข่าวกล่าว

พร้อม กันนี้สมาคมโรงสีข้าวไทยได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมว่า โดยปกติประเทศไทยผลิตข้าวหอมมะลิรอบเดียว 6 ล้านตัน ซึ่งข้าวจะทะลักออกในช่วง 2 เดือนเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านตันข้าวเปลือก หรือคิดเป็น1.5 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การส่งออกข้าวหอมมะลิไปต่างประเทศเฉลี่ยเดือนละ 150,000-200,000 ตัน จึงต้องเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิที่เหลือไว้ใช้ตลอดทั้งปี แต่พอเกี่ยวข้าวสดออกมามาก โรงสีอีสานกำลังการผลิตน้อยกว่า “อบไม่ทัน” ดังนั้นจึงมีโรงสีภาคกลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิ ซึ่งโรงสีภาคกลางเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า สามารถอบข้าวได้มาก และขายให้กับผู้ส่งออกทันที ทำให้ผู้ส่งออกมีอำนาจต่อรองซื้อสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิในตลาดพื้นที่จึงลดต่ำลง”

ทว่า แหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าวกลับกล่าวว่า การตั้งราคารับซื้อข้าวหอมมะลิต่ำเป็นผลมาจากโรงสีข้าวรายใหญ่หันมาทำส่งออก ข้าวกันมากขึ้น โดยโรงสีเหล่านี้มีพฤติกรรมไปขายตัดราคาในตลาดต่างประเทศ ส่งผลทำให้ราคาส่งออก FOB ลดลงจากเดิมที่เคยขายได้ 800-900 เหรียญ ขณะนี้เหลือเพียง 700-750 เหรียญ โดยหวังจะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ผลลัพธ์ก็คือ ราคาตลาดลดลงทั้งระบบ ทำให้ไทยได้รับเงินรายได้จากการส่งออกข้าวหอมมะลิลดลง

“ประเด็นความ ขัดแย้งระหว่างโรงสีและผู้ส่งออกข้าวในปีนี้ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น จากในอดีตที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีโครงการรับจำนำ โรงสีก็ขยายกำลังการผลิตจนล้น เมื่อโตมากก็ต้องหันไปส่งออก นับเป็นการส่งออกข้าวแบบก้าวกระโดด บางรายก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของประเทศ ด้วยวิธีการตัดราคาต่ำมากเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงมากขึ้น เรื่องแบบนี้ทางโรงสีได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0.75% แต่ผู้ส่งออกต้องไปทำตลาดมีต้นทุนค่าการทำตลาด หากรัฐบาลไม่จัดระเบียบการประกอบธุรกิจส่งออกข้าวก็จะกระทบมาก เพราะผู้ส่งออกข้าวมีเพียง 300 ราย แต่โรงสีมีจำนวนมาก อำนาจต่อรองมากกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าในที่ประชุมได้ ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะไปเร่งรัดการประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ออกมาก่อนหน้านี้ให้ เกษตรกรรับทราบ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำยุ้งฉางและเชื่อว่า หากดำเนินการเต็มประสิทธิภาพจะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้ถึง 2 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณผลผลิต ขณะที่กลไกด้านอื่น ๆ ทางกระทรวงก็ขอความร่วมมือให้ดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448629389

Read More

13817706161381770638l

FPTลุยท่อน้ำมันขึ้นเหนือ7.5พันล. ยื่นรายงานให้กรมธุรกิจฯตรวจเริ่มวางระบบปี”59

14487739161448773935m

เอฟพีทีส่งรายงานโครงการลงทุนวางท่อส่งน้ำมันขึ้นเหนือมูลค่า 7,500 ลบ. ให้กรมธุรกิจพลังงานพิจารณาแล้ว คาดเริ่มวางท่อปลายปี”59 ด้านเอสซีกรุ๊ปที่จ่อลงทุนท่อน้ำมันขึ้นอีสานยังเจรจาขอต่อท่อแทปไลน์วาง เป้าไตรมาส 1 ปี”59 เจรจาต้องจบ

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงความคืบหน้าโครงการวางท่อส่งน้ำมันขึ้นไปภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ได้ส่งรายงานโครงการวางท่อน้ำมันในเส้นทางภาคเหนือมายังกรมธุรกิจพลังงาน แล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงการออกแบบรายละเอียดโครงการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นจะดำเนินการประมูลเพื่อหาผู้รับเหมาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการวางท่อน้ำมันในเส้นทางภาคเหนือได้ภายใน ปลายปี 2559 นี้

ในขณะที่ท่อส่งน้ำมันเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด ยื่นขอเป็นผู้ดำเนินการนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อเชื่อมต่อท่อน้ำมันกับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) ทั้งนี้ในหลักการเบื้องต้นแทปไลน์ได้ตอบตกลงที่จะให้มีการเชื่อมต่อแต่ยังมี ประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างกันที่ต้องเจรจาเพิ่มเติม และขณะนี้ได้เตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำแบบประเมินผลกระทบสิ่ง แวดล้อมโครงการด้วย

“ส่วนของเอฟพีทีค่อนข้างคืบหน้า เพราะเตรียมโครงการมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะแบ่งโครงการออกเป็น 2 เฟส รวมการลงทุน 7,500 ล้านบาท เส้นทางในระยะที่ 1 คือ สายบางปะอิน-พิจิตร รวมระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ที่สามารถขนส่งน้ำมันได้ที่ระดับ 9,000 ล้านลิตร/ปี คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างวางท่อน้ำมันประมาณ 30 เดือน โครงการนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งด้วยรถยนต์ โดยราคาค่าขนส่งทางท่อจะต้องไม่สูงกว่าการขนส่งด้วยรถยนต์”

ด้านนาย ณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ได้ยื่นขอเป็นผู้ลงทุนในโครงการท่อส่งน้ำมันไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับแทปไลน์ เพื่อให้เชื่อมต่อท่อน้ำมันบริเวณคลังน้ำมัน จังหวัดสระบุรี ในเบื้องต้นพิจารณาให้เชื่อมต่อได้ แต่ยังต้องเจรจารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อท่อ โดยเฉพาะในประเด็นด้านมาตรฐานตามที่แทปไลน์กำหนด คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2559 หลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการจัดทำ EIA และออกแบบโครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมีพันธมิตรจากประเทศจีนสนใจที่จะร่วมทุนในโครงการดังกล่าว แต่ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเอสซี กรุ๊ป สามารถลงทุนได้ในกรณีที่ไม่มีผู้ร่วมลงทุน เพราะสถาบันการเงินในประเทศหลายแห่งพร้อมที่จะปล่อยกู้

“การเจรจา กับแทปไลน์ในประเด็นอัตราค่าเชื่อมต่อท่อนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าราคาการขนส่งน้ำมันโดยท่อจะต้องแข่งขันกับการขนส่งโดย รถยนต์ได้ ซึ่งถ้าราคาสูงเกินไปโครงการจะไม่คุ้มค่าลงทุน สำหรับเอสซี กรุ๊ปมีจุดแข็งตรงที่สามารถเชื่อมต่อกับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ที่บริเวณ มาบตาพุด พื้นที่ของ บมจ.เอ็นเอฟซี หรือบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ ที่เข้าไปซื้อกิจการก่อนหน้านี้ เท่ากับว่าเอสซี กรุ๊ปมีคอนเน็กชั่นทางธุรกิจที่ดีและอาจสามารถเชื่อมโยงต่อได้ในอนาคต”

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้มีการลงทุนวางท่อส่งน้ำมันขึ้นไป ยังเส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายอื่นไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม จึงไม่สามารถดำเนินการได้ จนเมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เปิดทางให้ภาคเอกชนรายอื่นสามารถเป็นผู้ลงทุนได้ ทำให้มีบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด และบริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเสนอว่าจะเป็นผู้ลงทุนในโครงการดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448773916

Read More

14096322541409632277l

เตรียมช็อป!งาน”เทใจ คืนสุข เทศกาลปีใหม่” ปีที่3 ลดสูงสุด80%คาดเงินสะพัด5หมื่นล.

14485449281448545054m

กระทรวงพาณิชย์ จับมือผู้ประกอบการ จัดงาน “เทใจ คืนสุข เทศกาลปีใหม่” รอบ 3 ลดราคาสินค้าสูงสุด 80% คาดเงินสะพัด 5 หมื่นล้านบาท

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า, ห้างค้าปลีกค้าส่ง, ร้านสะดวกซื้อ และผู้ผลิตจำหน่ายสินค้ากว่า  17  ราย เตรียมจัดงาน “เทใจ  คืนสุข  เทศกาลปีใหม่”     ครั้งที่ 3 นี้  ระหว่างวันที่ 17-27 ธันวาคม  2558 นี้  โดยการลดราคาสินค้าอุปโภค  บริโภคตั้งแต่ 20% ถึงสูงสุดถึง 80% ที่จำหน่ายในสาขาของห้างฯ กว่า 13,800  สาขาทั่วประเทศคาดว่าจะมีเงินสะพัดมากถึง 50,000 ล้านบาท  และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท
 
สำหรับรายการสินค้าเข้าร่วมโครงการจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อน  เช่น อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น โดยจะเน้นลดราคาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดี เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ในการปรับลดราคาสินค้าใหม่ด้วย เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว  สามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีได้ในราคาถูก
อย่างไรก็ตาม 
 
“สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าทั่วไป  ยังยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกว่าสินค้าจะขึ้นราคา เชื่อว่าในช่วงปีหน้า  ราคาสินค้าจะยังทรงตัว”นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าว
 
ด้านผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมลดราคาในโครงการ“เทใจ…คืนสุข…เทศกาลปีใหม่” ประกอบด้วย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บริษัทสยามแม็คโคร  บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น บริษักบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล บริษัทห้างสรรพสินค้โรบินสัน บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง บริษัทซีพี ออลล์ บริษัทฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัทอิออน (ไทยแลนด์) บริษัทสหลอว์สัน บริษัทเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท บริษัททีซีซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ และบริษัทจอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น
ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448544928

Read More

14484175571448417915l (1)

เมียช็อกผัวผูกคอตายคาต้นยาง!! เครียดราคาตกเหลือกก. 16 บาท หลังทุ่มเทดูแลสวนยาง

14484175571448417768l (1)

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ร.ต.ท.วิศนุ จันทะคัด ร้อยเวร สภ.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายบนต้นยางพารา ห่างจากหมู่บ้านแสงอรุณ หมู่ที่ 7 ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัยประมาณ 1 กิโลเมตร จึงไปร่วมชันสูตรศพ พร้อมด้วย พ.ต.อ.กำพล ทันตะสุวรรณ ผกก. นพ.กษมา กนกกุลชัย แพทย์เวร รพ.โซ่พิสัย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างศรีวิไลจุดโซ่พิสัย

ที่เกิดเหตุในป่าสวนยางพารา พบศพนายเลิศ อายุ 60 ปี อยู่หมู่ที่ 7 บ้านแสงอรุณ ต.ศรีชมภู ใช้ผ้าขาวม้าลายผูกคอตัวเองกับตาต้นยางพาราสูงห่างจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร สภาพศพใส่เสื้อยืดแขนยาวสีกรมท่า กางเกงขาสั้นสีดำ ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด คาดว่าตายมาแล้วประมาณ 6-8 ชั่วโมง

 สอบถามนางค้ำ อายุ 51 ปี ภรรยาทราบว่า ผู้ตายนอนพักเพื่อกรีดยางอยู่บนเถียงนามาได้ประมาณ 6 ปี จะกลับเข้าไปนอนบ้านนานๆ ครั้ง โดยทุ่มเทให้เวลากับสวนยางพาราที่มีอยู่ 8 ไร่เป็นอย่างดี แต่มาระยะหลังเห็นบ่นว่าราคายางพาราตกลงแทบทุกวัน ล่าสุดเหลือกิโลกรัมละ 16 บาท สันนิษฐานว่าคงรับไม่ได้กับราคายางพาราที่ต่ำขนาดนี้ จึงปีนต้นยางสูง 3 เมตร ขึ้นไปผูกคอตายประชดดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1448417557

Read More

EyWwB5WU57MYnKOuFqWxNsFbQxSS3GrcVTd0FeXOekzCBLG1VYjlIq

ความเสี่ยงเศรษฐกิจรุมเร้า! ส่งออกยังหัวทิ่ม-กนง.จ่อปรับลดคาดการณ์จีดีพี

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauuCqS9joAKNemtJQRmbXh1PP6A5PBlTh4j

กรรมการ กนง. เผยเศรษฐกิจจีนและเอเชียที่ยังชะลอตัว และปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่มีผลให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ทั้งปีนี้และปีหน้า ระบุยังไม่วางใจปัญหาดอกเบี้ยต่ำนานผิดธรรมชาติ ถึงจุดหนึ่งควรทยอยปรับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การส่งออกเดือน ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปี รวม 10 เดือนปีนี้ ส่งออกติดลบแล้ว 5.32%

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมีมากขึ้นทั้งเรื่องการชะลอตัวเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงระบุชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้นและประมาณการเศรษฐกิจไทยเคยประเมินไว้ครั้งก่อนก็ไม่เป็นไปตามประกาศไว้ จึงอาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 58 และปี 59 ใหม่

อย่างไรก็ตาม กนง.จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยทุก 3 เดือน ซึ่งจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการในรายงานนโยบายการเงินวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และในวันที่ 16 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมบอร์ด กนง. เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ในประมาณการเศรษฐกิจเดือน ก.ย.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.7% ในปีนี้และปีหน้าอยู่ที่ 3.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.9% และ 1.2% ในปีนี้และปีหน้า ส่วนส่งออกคาดว่าปีนี้จะหดตัว 5% และปีหน้า 1.2%

ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เผยแพร่รายงานการประชุม กนง.ในวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งครั้งนั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ระบุว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งมีผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 59 อยู่ต่ำกว่าประมาณการกรณีฐาน

ส่วนประเด็นอัตราดอกเบี้ยต่ำมานาน อาจ ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรช่องทางต่างๆ เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชัดเจนว่ามีปัญหา แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะดอกเบี้ยต่ำนานอาจสะสมความเสี่ยงได้ ฉะนั้น บอร์ด กนง.สั่งจับตาและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด “ดอกเบี้ยนโยบายต่ำมาเป็นเวลานานผิดธรรมชาติ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ทยอยปรับเพื่อให้เป็นไปตามปกติ เหมือนดอกเบี้ยสหรัฐฯที่อยู่ระดับ 0% มานานก็ต้องทยอยปรับสู่ธรรมชาติเช่นกัน แต่ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นด้วย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจขยายตัวระดับปกติและภาวะการเงินปรับสู่ภาวะปกติด้วย”

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์เปิดเผยการส่งออกเดือน ต.ค.58 มีมูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 8.11% เทียบกับ ต.ค. 57 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,400 ล้านเหรียญฯลดลง 18.21% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 2,100 ล้านเหรียญฯ สำหรับการส่งออก 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 58 มีมูลค่า 180,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.32% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้า 10 เดือน มีมูลค่า 170,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 11.27% ทำให้ไทยยังเกินดุลการค้า 9,859 ล้านเหรียญฯ

สาเหตุการส่งออก ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าการส่งออกของโลกทั้งปี 58 จะหดตัวถึง 11.17% และปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 58 อยู่ที่ 3.1% เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินปี 52 และเป็นระดับที่ต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกปี 57 ที่ขยายตัว 3.4% รวมถึงสถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกหดตัวสูง ส่งผลให้การนำเข้าของทุกประเทศทั่วโลกหดตัว โดยเฉพาะการนำเข้าช่วง 9 เดือนของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น นำเข้าลด 20.6% จีนลด 18.8% ฝรั่งเศสลด 17.3% เกาหลีใต้ลด 16.6% สหรัฐฯ ลด 3.9% เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกชะลอลงต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดย ต.ค. 58 ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบลดลง 46.3% กระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีทิศทางลดลงและราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลงโดย 10 เดือนที่ผ่านมา ราคาข้าวลดลง 10.3% ยางพาราลดลง 19.8% และน้ำตาลลดลง 7.8% “อีกสาเหตุที่ส่งออก ต.ค.ติดลบหนัก มาจากการส่งออก ต.ค.ปี 57 มีอัตราการขยายตัวสูงผิดปกติ เนื่องจากช่วงต้นปี 57 เกิดความไม่สงบทางการเมือง ทำให้การส่งออกอัดอั้น และมาเพิ่มสูงขึ้นช่วงปลายปี”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายส่งออกทั้งปี 58 ติดลบ 3% ซึ่งการส่งออกช่วง 2 เดือนสุดท้าย คือ พ.ย.-ธ.ค.ต้องได้อย่างต่ำเดือนละ 19,000-20,000 ล้านเหรียญ ถึงจะเป็นไปตามเป้าหากดูตัวเลขการส่งออกในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัวได้ดีอยู่ ส่วนปี 59 ยังไม่ได้ประเมิน แต่ยืนยันว่ามีทิศทางดีขึ้นแน่นอน.

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/541761

Read More