p19l8fot671n15b6a1dqsh27eb25

เก็บภาษีเบียร์สูงกว่าเป้า ดันรายได้เข้าคลัง 2 เดือน งบ 59 พุ่ง 1.8%

EyWwB5WU57MYnKOuX7ET7UoMawlCvFLqZrGgSKAOpRUCAs13ztOCIQ

จัดเก็บเงินเข้าคลัง 2 เดือนแรกงบ 59 ได้ 345,243 ล้าน สูงกว่าประมาณการ 1.8% จากรัฐวิสาหกิจส่งรายได้ การจัดเก็บภาษีเบียร์ รวมถึงบริโภคในประเทศขยายตัว ดันเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพุ่ง…

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.-พ.ย.58) จัดเก็บได้ 345,243 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,077 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.8 และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.0 จากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บภาษีเบียร์ สูงกว่าประมาณการ 2,965 ล้านบาท และ 2,094 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.5 และ 9.2 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในเดือน พ.ย. 2558 กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 4.0 และ 3.2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีเบียร์และอากรขาเข้าได้สูงกว่าเป้าหมายเป็นสำคัญ นอกจากนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว สะท้อนถึงปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ต่อไป

สำหรับเดือน พ.ย. 2558 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 179,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,708 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.9 ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.-พ.ย.58) รายได้รัฐบาลสุทธิมีจำนวน 345,243 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,077 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.8 และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.0 โดยการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 8,034 ล้านบาท หรือร้อยละ 689.0 การจัดเก็บภาษีเบียร์สูงกว่าประมาณการ 1,546 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.2 เนื่องจากการเร่งชำระภาษีจากที่มีการชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์สูงกว่าประมาณการ 653 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.3 จากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป และอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 246 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.5

ขณะที่ช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.-พ.ย.58) กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย และกรมสรรพากรและกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ 8,595 และ 480 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.6 และ 2.4 ตามลำดับ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/550449

Read More

download (5)

ภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องจ่าย

หลายๆคนมักจะมีคำถามในใจว่าหลังจากเปิด บริษัทหรือจดทะเบียนทำธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง…ขอสรุปให้ฟังว่า ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบของ “นิติบุคคล” เมื่อไร เราจะมีภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 เรื่อง ดังนี้

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรที่ชือว่า “ประมวลรัษฎากร”ถ้าหากเราทำธุรกิจธรรมดาทั่วไปในรูปแบบของบริษัทฯหรือห้างหุ้นส่วน นั่นแปลว่า กิจการของเรานั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างแน่นอนครับ

โดยปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฏากร ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จด ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สำหรับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะมี 2 แบบ ก็คือ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับ ภาษีสำหรับรอบลบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี และ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 51 ที่ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีด้วยครับ

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย นั้นมีความหมายคือ “ภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า” หรือวิธีการจัดเก็บภาษีวิธีหนึ่งที่ ทำให้ธุรกิจของเราต้องเสียภาษีไว้ล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้คนที่จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีไว้เมื่อมีการ จ่าย ซึ่งเป็นไปตามประเภทของเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด

หรือพูดง่ายๆก็คือ ภาษีที่ถูก“หัก” ไว้ตั้งแต่ตอนผู้จ่าย “จ่าย” เงินได้ให้กับเรานั่นเองครับ แหม่ ช่างเป็นวิธี การเก็บภาษีที่รวดเร็วซะนี่กระไร คล้ายๆกับหลักการออมเงินที่ว่า “ออมก่อนใช้” แต่สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย คงต้องเรียกว่า “เก็บ ก่อน จ่าย”

โดยคนที่หักภาษีไว้นั้น ต้องนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. 3 กรณีที่หักบุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด. 53 กรณีที่หัก นิติบุคคล ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปด้วยนะครับ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้น จากคนทำธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการประเภทต่างๆ โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ผู้ประกอบการ และผู้นำเข้า ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า ซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคลก็ตาม

ถ้าสังเกตให้ดีใน ทุกๆวันที่เรามีการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ อย่างเพลิดเพลินไม่ว่าจะเป็นกิน เที่ยว เปรี้ยวซ่า ลัลล้าต่างๆ เมื่อเหลือบมองดู “บิล” หรือ “ใบเสร็จ” เราอาจจะเห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” ซึ่งมีตัวเลขบอกว่า เงินที่เราจ่ายไปนั้น มี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อยู่ในนั้นกี่บาท เช่น ซื้อสินค้าในราคา 535 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่า สินค้าราคา 500 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 35 บาท แบบนี้แหละคร้าบ

และสำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่ มักจะต้องเสียภาษีชนิดนี้จากการซื้อขายหรือให้บริการ โดยต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง แทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ และยื่น แบบแสดงรายการภาษีที่มีชื่อว่า ภ.ธ. 40 และในกรณีทั่วไปของธุรกิจ เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการ ให้กู้ยืมเงินจะเสียภาษีที่อัตรา 3.3% (รวมอัตราภาษีท้องถิ่น)

5. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง แต่จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยจะใช้การขีดฆ่าแสดงถึงการใช้แสตมป์ดังกล่าว ซึ่งผู้ที่จะขีดฆ่าได้ต้องเป็นไปตามกำหนดของประมวลรัษฎากร

โดยคำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ใน บัญชีอัตราอากรแสตมป์ หรือจะพูดง่ายๆก็คือ “สัญญา” นั่นแหละครับ เช่น ตราสาร (สัญญา) เช่าที่กับโรง เรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ฯลฯ

และนี่คือภาษีทั้งหมด 5 ประเภทที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้จัก

Read More