EyWwB5WU57MYnKOuYLYNWuZWXfqCygVF6pDPyCR0CMOiSpYFIufMgE

โอกาสแค่! ปาฏิหาริย์แจส 4 จี

EyWwB5WU57MYnKOuYLYNWuZWXfqCygVF6pDPyCR0CMOiSpYFIufMgE

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (21 มี.ค.) ถือเป็นวันสุดท้ายที่บริษัท แจส โมบายบรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 75,654 ล้านบาท จะต้องนำเงินมาชำระค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน 67,614 ล้านบาท โดยเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอว่าแจสจะมาจ่ายหรือไม่จ่ายค่าประมูล 4 จี ในครั้งนี้

“ผมได้รับการประสานเบื้องต้นว่าจะทำหนังสือมาแจ้งให้กสทช.รับทราบ แต่รายละเอียดของหนังสือไม่ทราบจริงๆว่าจะมาจ่ายหรือไม่มาจ่าย คงต้องรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ เรารอกันมาเกือบ 90 วันแล้ว ฉะนั้นก็ต้องรอกันจนถึงเวลา 16.30 น.ของวันที่ 21 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการมาชำระเงิน หากไม่ชำระถือว่าเป็นอันสิ้นสุด และ กสทช.ก็ต้องนัดประชุมในวันที่ 22 มี.ค. เพื่อเตรียมการประมูลในอีก 4 เดือนข้างหน้า พร้อมรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบด้วย เพราะการประมูล 4 จีถือว่าเป็นรายได้ที่จะต้องนำส่งรัฐ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามบรรดาผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ของไทย ต่างปฏิเสธออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 75,654 ล้านบาท ให้แจสนำไปยื่นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้กสทช.ออกใบอนุญาต 4 จีให้ เนื่องจากแผนธุรกิจในอนาคตและรายได้ไม่มีความชัดเจน ส่วนเม็ดเงินที่จะใช้ในการลงทุนรวมกับค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์นั้น เป็นวงเงินที่สูงมากถึง 130,000 ล้านบาท และที่สำคัญเงินก้อนใหญ่ๆที่แจสต้องจ่าย และอาจทำให้ธุรกิจประสบปัญหาได้ ประกอบกับในปีที่ 3 ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ 4 จี ให้กับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด อีกหลายหมื่นล้านบาท และปีที่ 4 แจสต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นทั้งหมดราว 60,000 ล้านบาท และปัจจุบันบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในแจส โมบายนั้น แม้จะมีกระแสเงินสดอยู่ แต่ก็เตรียมนำไปซื้อหุ้นแจสคืนในราคาหุ้นละ 5 บาท คิดเป็นวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท และยังต้องนำเงินไปจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วย.

 

ขอบคุณที่มา     https://www.thairath.co.th

Read More

ดาวน์โหลด (3)

‘ขนส่งทางบก’ จับมือ ‘กรมคุมประพฤติ’ เช็กคุณสมบัติผู้ขอรับใบขับขี่

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJLDzNAVPPlWHK7jKNdeUClyg1MCx2p1DJjK

ขนส่งทางบก ร่วมกับ กรมคุมประพฤติ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับตรวจสอบคุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ เพื่อร่วมสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับสังคมอย่างยั่งยืน…

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 58 ณ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ข้อมูลสำหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ระหว่างกรมการขนส่งทางบกและกรมคุมประพฤติ นำโดย นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และพันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ

สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นการร่วมสร้างมาตรฐานความปลอดภัย บนท้องถนนและคัดกรองผู้ขับรถที่มีคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีผลทันทีนับแต่วันลงนาม ในบันทึกความตกลงร่วมกัน โดยกรมคุมประพฤติจะดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษ ที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติให้แก่กรมการขนส่งทางบก เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา 47 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การขอรับใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ทั้งยังได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถไว้ด้วย โดยผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกหรือกระทำความผิดตามกฎหมายที่ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถได้ รวมทั้งผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการขับรถ เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งกรณีนี้ต้องพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงจะสามารถออกใบอนุญาตให้ได้

ส่วนกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 49 ซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลในความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา เสพหรือค้ายาเสพติดให้โทษจะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถได้ ยกเว้นเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือเป็นความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก จะตรวจสอบประวัติ การกระทำความผิดจากศูนย์ข้อมูลประวัติอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งกรมคุมประพฤติ จะจัดส่งข้อมูลให้กรมการขนส่งทางบกอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากพบว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถมีประวัติการกระทำความผิดเข้าข่ายต้องห้ามดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกจะไม่ดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถให้โดยเด็ดขาด.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/553690

Read More

1429538454

ปรับหนัก ! 23 พรบ. จราจรใหม่มาแล้วจะมีอะไรบ้างไปชมกันเลย

1429538448

          ออกมาเรียบร้อยสำหรับ พรบ.จราจรใหม่ล่าสุด ทั้ง 23 ข้อซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ยังไงก็ข้อให้ศึกษาให้ดีเพราะถ้ารถเราเข้าค่ายว่าผิด พรบ.ก็จะถูกปรับทันทีแถมถ้าผิดหลายข้อค่าปรับยิ่งหนัก ทัั้ง 23 พรบ. จราจรใหม่จะมีอะไรบ้างนั้นไปชมกันเลยครับ

 

1.ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน / วางไว้ที่กระจก = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.11,ม.60)

2.แผ่นป้ายทะเบียนตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายขาว = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

3.ติดป้ายเอียง มีวัสดุปิดทับ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

4.แผ่นป้ายทะเบียนปลอม = ป.อาญา ฟ้องศาล

5.โหลดเตี้ย (วัดจากกึ่งกลางไฟหน้ากับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40cm) = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

6.ยกสูง (วัดจากกึ่งกลางไฟหน้ากับระดับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135cm) = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

7.ล้อยางเกินออกมานอกบังโคนข้างละหลายนิ้ว = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

8.ใส่ล้อใหญ่จนแบะล้อเพื่อหลบซุ้ม = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

9.ตีโปร่งขยายซุ้มล้อติดสปอยเลอร์ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

10.ฝาประโปรง หน้า-หลัง ดำ เกิน50%ของสีหลัก = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.13,ม.60)

11.เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดัง = ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (ม.5(2),ม.58)

12.ไฟหน้าหลายสี เช่น เขียว แดง ฟ้า เหลือง = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

13.ไฟหยุดต้องสีแดง(ไฟเบรค)เท่านั้น = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

14.ไฟเลี้ยวต้องเป้นสีเหลืองอำพัน = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

15.ไฟส่องป้ายต้องเป็นสีขาวเห็นไม่ต่ำกว่า 20 เมตร = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

16.ไฟสปอร์ตไลน์ และโคมไฟตัดหมอกแสงพุ่งไกล = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

17.เปิดไฟตัดหมอกโดยไม่มีเหตุ = ปรับไม่เกิน 500 บาท กฏกระทรวง ข้อนี้เจอบ่อย..สุดรำคาญมั่ยรุสอบใบขับขี่ได้งัย

18.ติดไฟนีออนใต้ท้องรถ ติดไว้กับป้ายทะเบียน = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

19.ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

20.เปลี่ยนดีสเบรคหลัง = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

21.ใส่หลังคาซันลูป = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

22.ถอดเบาะหลังออกแล้วติดโรลบาร์ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

23.ดัดแปลงเครื่องยนต์ วัดควันดำ = ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (พรบ.ขนส่ง)

1429538454

 

ขอบคุณที่มา     http://car.boxzaracing.com/news/4570

Read More

images

คิดจะตบ!! แล้วกะเสียค่าปรับ 500 บาท ไม่ง่ายอย่างที่คิด ระวังงานงอก

14495710381449571179m

หลายคนเข้าใจว่า  หากมีการตบตีทำร้ายร่างกายกันเล็กๆน้อยๆ  จากนั้นก็ขึ้นโรงพัก เสียค่าปรับ ก็จบ

แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะการตบตี ทำร้ายร่างกายอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391ที่ว่า  “ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

ในกรณีความผิดตามมาตรา 391นี้  เป็นคดีลหุโทษ  ตามกฎหมายอาญามาตรา 102 ที่ว่า “ความผิดลหุโทษคือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

สำหรับคดีลหุโทษ หากจะเลิกกันได้  ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 37    และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 38

นั่น คือ เจ้าพนักงานต้องเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก จะมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ ขณะเดียวกัน  ต้องมีความยินยอมของผู้ต้องหาและผู้เสียหายด้วย   คดีจึงจะเลิกกันได้ด้วยการปรับของเจ้าพนักงาน

ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าถ้าเจ้าพนักงานไม่เห็นควร หรือ หากผู้เสียหายไม่ยินยอม หรือแม้ผู้เสียหายยินยอมแต่ผู้ต้องหาไม่ยินยอม    ก็เป็นไปได้ว่าเรื่องอาจจะถึงศาล นั่นคือ ไม่จบง่ายๆ ด้วยการเสียค่าปรับ ดังที่เข้าใจกัน

หมายเหตุ รายการฎีกาชาวบ้าน เป็นรายการกฎหมายใกล้ตัว ที่เข้าใจได้ง่ายๆ  จัดทำเป็นคลิปเผยแพร่ทางมติชนออนไลน์ เป็นประจำทุกวันอังคาร โดยนายโอภาส เพ็งเจริญ คอลัมนิสต์สัพเพเหระคดี หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  และนางสาวเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน ผู้ดำเนินรายการ

 

ขอบคุณที่มา     http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1449571038

Read More

33343

เตือนลูกจ้าง! 11ธค.นี้ไม่ใช่วันหยุดตามก.ม. หยุดเองมีสิทธิ์ถูกหักเงิน-ไล่ออกได้

14495712291449571247l (1)

น.ส.บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือ กสร. ประกาศขอความร่วมมือจากสถานประกอบการเอกชน 3 แสนแห่ง ให้ลูกจ้างหยุดเป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 11 ธันวาคม 2558 โดยไม่ถือเป็นวันลา เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติปั่นเพื่อพ่อ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงให้ผู้ใช้แรงงานมีวันหยุดที่ยาวนานสามารถเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวว่า ประกาศดังกล่าวเป็นเพียงการขอความร่วมมือจากสถานประกอบการเท่านั้น ไม่ใช่การบังคับ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องให้ลูกจ้างหยุดงานตามประกาศดังกล่าว โดยไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น หากบริษัทได้จัดวันหยุดตามประเพณีไว้ครบถ้วนแล้วตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้แล้ว
โดยขณะนี้มีลูกจ้างจำนวนมากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องนี้และมีการสอบถามเข้ามาหลายรายทั้งนี้หากลูกจ้างจะหยุดงานในวันดังกล่าวนี้โดยที่สถานประกอบการไม่ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดจะถือว่าเป็นวันลาอย่างแน่นอน และอาจถูกหักเงินได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในวันเสาร์-อาทิตย์ เช่น งานร้านอาหาร โรงแรม และได้หยุดต่อเนื่อง 3 วัน คือ ไม่มาทำงาน ตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 13 ธันวาคม 2558 อาจสามารถถูกเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะถือว่าหยุดงานติดต่อกัน 3 วัน เป็นไปตามมาตรา 119 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2514 ที่บัญญัติไว้ว่า “ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร”

ขอบคุณที่มา     http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1449571229

Read More

jkljlj

แก้แค้นอย่างสาสมโจรข่มขืน (สมควรมั้ย!!)

“ข่มขืนต้องประหาร” เสียงเรียกร้องจากเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเครื่องสังเวยกามอารมณ์ของเดนมนุษย์ที่กระทำการป่าเถื่อนโดยไร้จิตสำนึกเพียงแค่ตอบสนองตัณหาราคะของตัวเอง หากมองว่าการลงโทษนี้ เป็นเพียงเครื่องมือในการแก้แค้นพวกโจรข่มขืนให้หลาบจำและไม่กล้าก่อเหตุขึ้นอีก นี่คงเป็นตัวเลือกที่อาจจะดูเหมาะสมที่สุดในการลดอาชญากรรมพวกนี้ให้ลดน้อยลง

ซึ่งจากสถิติพบว่ากรุงเทพฯ ครองแชมป์คดีข่มขืนมากสุด มีผู้หญิงและเด็กถูกกระทำกว่าจำนวน 31,866 รายเฉลี่ยวันละ 87 ราย หรือเฉลี่ยทุก ๆ 15 นาที จะมีเด็กและผู้หญิงถูกทำร้าย 1 คน ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เหยื่อเด็กหญิงถูกข่มขืนอายุน้อยที่สุดอายุเพียง 1 ขวบ 9 เดือน ส่วนอายุผู้ถูกกระทำที่มากที่สุด อายุ 85 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเพราะสาเหตุใดคดีข่มขืนถึงมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงแต่อย่างใด ซึ่งคำตอบแรกของคำถามนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวกฎหมายที่หลายคนมองว่าอาจจะดูไม่รุนแรงมากนักทำให้พวกโจรข่มขืนไม่เกรงตัวที่จะก่อเหตุหรือไม่ เพราะกฎหมายของประเทศไทยโทษของการข่มขืนคือจำคุก 4-20 ปี หรือ ตลอดชีวิต หรือ ประหารชีวิต แต่เมื่อบังคับใช้แล้วโทษก็อาจได้ลดหย่อนลงมาตามลำดับ

แล้วบทลงโทษแบบไหนกันเล่าที่เหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับพวกโจรข่มขืน หรือจะเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงดั่งเช่นในต่างประเทศต่อไปนี้

จีน ฉีดยาให้อวัยวะเพศไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป แต่หากเป็นคดีข่มขืนที่รุนแรงจนเสียชีวิต โทษคือการประหารชีวิตโดยการยิง

เกาหลีใต้ ลงโทษนักโทษคดีข่มขืนด้วยการใช้สารฉีดอวัยวะเพศให้ฝ่อ

เกาหลีเหนือ ใช้วิธีการประหารชีวิตด้วยการยิงเข้าที่หัวใจ

อัฟกานิสถาน ลงโทษด้วยการยิงหัว โดยเป่าขมับเพียงนัดเดียว โทษตายภายใน 4 วัน หลังถูกจับกุม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การก่อคดีขืนใจ ล่วงละเมิดทางเพศต่อเขาหรือเธอ บทลงโทษเดียว คือ ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ภายใน 7 วัน นับจากที่ถูกจับกุมตัว

อียิปต์ พิพากษาผู้ก่อคดีข่มขืนด้วยโทษสูงสุด คือ การประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

ซาอุดีอาระเบีย นักโทษคดีข่มขืนในซาอุ ต้องถูกระดมปาหินใส่จนถึงจุดจบของชีวิต

หรือถ้ายังไม่สาสมพอจะลงทัณฑ์แบบศาลเตี้ยตามกฎหมู่ก็น่าคิด เหมือนดังเหตุการณ์ที่ประเทศอินเดีย เมื่อม็อบชาวบ้านจับหนุ่มข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ไปรุมประชาทัณฑ์ และจับขึงพืดตัดเจ้าโลกทิ้งไว้กลางถนน เพื่อการแก้แค้นและเอาคืนแบบถึงที่สุด เพื่อให้รู้รสชาติคำว่าตายทั้งเป็นสำหรับสิ่งที่โจรข่มขืนคนนี้ก่อขึ้น

แม้บทลงโทษจะรุนแรงและสาสมดังเช่นที่เราต้องการ แต่จะมีใครตอบได้บ้างเล่าว่าจะสามารถแก้ปัญหาหรือลดจำนวนอาชญากรรมการข่มขืนลงได้ และถ้าหากผู้ที่ถูกตัดสินคือผู้บริสุทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น?

การแก้แค้นอย่างสาสมกับพวกโจรข่มขืนควรเป็นเช่นไร? ลงโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย หรือ ลงทัณฑ์ตามกฎหมู่ คงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคุณแล้วล่ะว่า อยู่ในสถานะโจทย์ หรือ จำเลย….!!!

 

ขอบคุณที่มา    http://news.sanook.com/1688121/

Read More

14477525431447752683

รถหายที่คอนโดฯ ใครต้องรับผิดชอบ ?

รถหายในคอนโดใครต้องรับผิดชอบ

ปัจจุบันมีคนพักอาศัยในคอนโดมิเนียมกันมาก ซึ่งประเด็นทางข้อกฎหมายประการหนึ่งที่น่ารู้สำหรับผู้ที่อาศัยในคอนโดมิเนียม  นั่นคือกรณีการจอดรถในคอนโดมิเนียม  เมื่อรถหาย ทางนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมจะต้องรับผิด(ชดใช้)หรือไม่


ซึ่งคำตอบว่าจะต้องรับผิดหรือไม่ขึ้นกับลักษณะการปฏิบัติของคอนโดมิเนียมกับเจ้าของรถผู้พักอาศัย  ดังนี้


กรณีที่1 หากทางนิติบุคคล ไม่ได้จัดการให้ต้องมีการแลกบัตร หรือแจกสติ๊กเกอร์หน้ารถ  หรือแม้กระทั่งการมอบกุญแจไว้กับ พนักงานรักษาความปลอดภัย  กรณีดังกล่าว  ทางนิติบุคคล ไม่ต้องรับผิดชดใช้  ทั้งนี้  ศาลเคยมีคำพิพากษาฎีกา ที่ 3088/2557 โดยเหตุผลในคำพิพากษา  มีดังนี้


“นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะดูแลรักษาทรัพย์สินของบุคคลผู้พักอาศัยในอาคารชุดแต่อย่างใด

การจอดรถ ไม่ต้องมอบกุญแจ  ไม่ต้องแลกบัตร  รวมทั้งไม่มีสติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ


ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า นิติบุคคลอาคารชุด จ้างบริษัท รปภ. มาดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบุคคลผู้พักอาศัยในอาคารชุด ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับฝากรถยนต์ไว้โดยมีบำเหน็จ


เมื่อนิติบุคคล บริษัท รปภ. และ รปภ. เองไม่มีหน้าที่ในการดูแลรักษารถยนต์ ที่ประกันไว้กับบริษัท การที่รถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป เพราะถูกโจรกรรม จึงมิใช่เป็นความรับผิดของนิติบุคคล บริษัท รปภ.และ รปภ.”

กรณีที่ 2 หากนิติบุคคล กำหนดไว้เป็นระเบียบของคอนโดมิเนียมว่า  ต้องมีบัตรผ่านเข้าออก หากไม่มีก็ต้องแลกบัตร หรือแจ้งชื่อ ที่อยู่ ไว้  กรณีนี้ หากรถหายไป  ทางนิติบุคคล จะต้องรับผิดชอบ  (รับผิดชอบร่วมกับบริษัทรักษาความปลอดภัย)


ทั้งนี้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5259/2551  ดังนี้


“รถยนต์ของโจทก์ ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์ ตามระเบียบของนิติบุคคลอาคารชุด   พนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องดำเนินการแลกบัตร หรือให้แจ้งชื่อที่อยู่ ของผู้ขับรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออกอาคารชุด คืนเกิดเหตุ พนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณป้อมยามของทางเข้าออกอาคารชุด  เห็นแล้วว่า รถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุด มิให้เรียกให้หยุดรถเพื่อแลกบัตร หรือให้ผู้ขับรถยนต์แจ้งชื่อ ที่อยู่ตามระเบียบ  กลับปล่อยให้รถยนต์ของโจทก์แล่นผ่านออกไป อันเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยบกพร่องของพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นการประมาทเลินเล่อ กระทำละเมิดต่อโจทก์  ดังนั้น นายจ้างของพนักงานรักษาความปลอดภัย จึงต้องร่วมรับผิดกับพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วย”

 

ขอบคุณที่มา    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1447752543

Read More

Low forex2

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฏหมาย

สังคมคือ กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณหนึ่งโดยมีความสัมพันธ์ภายใต้ ระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนด มีการกระทำระหว่างกันทางสังคม มีประเพณีและวัฒนธรรม ที่เหมือนกันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม หน้าที่ของสังคม. เมื่อผู้คนได้มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีการสัมพันธ์ติดต่อกันแล้ว ย่อมจะมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งจะก่อความไม่สงบขึ้นในสังคม ดังนั้น สังคมในฐานะเป็นวิธีการแห่งความสัมพันธ์กันของมนุษย์ในสังคมจึงต้องมีภาระหนักดังต่อไปนี้

1. กำหนดระเบียบแบบแผน เพื่อให้ผู้คนในสังคมได้ใช้เป็นวิถีในการดำเนินชีวิตร่วมกัน เช่น กำหนดว่า
ใครมีตำแหน่งหน้าที่อะไร มีกฎหมายขนบธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติหรือห้ามมิให้ปฏิบัติ
2. จัดให้มีการอบรมเรียนรู้ระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อให้ผู้คนในสังคมปฏิบัติตนให้ถูกต้องเป็นไป
ตามบรรทัดฐานของสังคม
3. สร้างวัฒนธรรมและพัฒนาวัฒนธรรมของสังคม ทั้งในด้านที่เป็นวัตถุและวัฒนธรรมมิใช่วัตถุ
4. ผลิตสมาชิกใหม่ ทดแทนสมาชิกเดิมที่ล้มตายไปเพื่อให้สังคมดำรงอยู่ต่อไป
5. ผลิตแจกแจงสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการของคนในสังคม
6. ให้บริการและสวัสดิการแก่สมาชิกในสังคม เช่น บริการทางด้านสุขภาพอนามัย บริการเกี่ยวกับ
สาธารณูปโภค สวัสดิการในการเลี้ยงดูผู้ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัย
รักษาความสงบภายในและการป้องกันภัยจาก ภายนอกสังคม
7. การควบคุมสังคม เพื่อให้ผู้คนดำเนินไปตามบรรทัดฐานของสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
8. การธำรงไว้ซึ่งความหมายและมูลเหตุจูงใจ คือ การเสริมสร้างให้สมาชิกของสังคมตระหนักถึงคุณค่า
แห่งความหมายของการเป็นสมาชิกของสังคม อันเป็น มูลเหตุจูงใจ กระตุ้นให้มวลสมาชิกมีความรับ
ผิดชอบต่อสังคม กล่าวคือ ปลูกฝังให้เขาเหล่านั้นปฏิบัติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขของสังคมโดย
ส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและต่อครอบครัว
ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” แปลมาจากภาษาลาตินว่า “Ubi societas, ibijus” หมายความว่า เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ จะต้องมีกฎระเบียบ แต่เดิมกฎระเบียบนั้นกำหนดมาจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคม คือเป็นกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมและจารีตประเพณีที่ชุมชนนั้นประพฤติปฏิบัติถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนเป็นกฎหมายประเภทหนึ่ง แต่มิได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อสังคมนั้นเจริญเติบโตมากขึ้น สภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาที่เกิดขึ้นในสัง คมนั้นสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะตัดสินได้ด้วยจารีตประเพณี จำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ ไป เหตุฉะนี้ กฎหมายของสังคมสมัยใหม่จึงมีสองประเภท ประเภทหนึ่ง คือเป็นกฎหมายที่อยู่ในรูปของจารีตประเพณี อีกประเภทหนึ่งเป็นกฎหมายที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

1.1   ความหมายของ “กฎหมาย”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย ได้ทรงกล่าวถึงคำว่ากฎหมายไว้ว่า “กฎหมาย คือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินที่มีต่อราษฎรทั้งมวล เมื่อไม่ทำตามแล้ว ตามธรรมดาย่อมต้องได้รับโทษ”

ศาสตราจารย์หยุด  แสงอุทัย นักกฎหมายที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งได้กล่าวว่า
“กฎหมาย คือ ข้อบังคับของรัฐ ซึ่งกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ”

จากหลักของผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย ที่ให้ความหมายของกฎหมายไว้เอาไว้อย่างมีเหตุผล ดังกล่าวข้างต้น  จึงพอที่จะนำมาวินิจฉัยและสรุปความหมายของกฎหมายในปัจจุบันได้ว่า

“กฎหมาย เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐ  ั ซึ่งอยู่ในรัฐหรือในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษด้วย”

ลักษณะสำคัญของกฎหมาย

จากความหมายของคำว่า “กฎหมาย” ข้างต้น จึงพอที่จะแยกลักษณะโดยทั่วไปของกฎหมายได้ดังนี้
1. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากรัฎฐาธิปัตย์
2. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปกับคนทุกคนที่อยู่ในเขตรัฐหรือในประเทศนั้น ๆ
3. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป
4. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม
5. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ

ลักษณะของกฎหมายแบ่งออกได้เป็น 5 ประการ คือ

   1.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ ซึ่งจะแตกต่างกับการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อบังคับนั้นมีลักษณะให้เราต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเป็นการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือ เราจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ เช่นนี้เราก็จะไม่ถือเป็นกฎหมาย เช่น การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ หรือช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ
นอกจากดังกล่าวมาข้างต้น อาจมีบางกรณีที่กฎหมายให้อำนาจเฉพาะแก่บุคคลในการออกกฎหมายไว้เช่น พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงที่ออกโดยฝ่ายบริหาร(คณะรัฐมนตรี) ฯลฯ

    2.กฎหมายต้องมาจากรัฐาธิปัตย์หรือผู้ที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ รัฐาธิปัตย์คือผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ในระบอบเผด็จการหรือระบอบการปกครองที่อำนาจการปกครองประเทศอยู่ในมือของ บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีอำนาจออกกฎหมายได้ เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด พระบรมราชโองการหรือคำสั่งของพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นกฎหมาย ส่วนในระบอบประชาธิปไตยของเรา ถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กฎหมายจึงต้องออกโดยประชาชน คำถามมีอยู่ว่าประชาชนออกกฎหมายได้อย่างไร ก็ออกโดยที่ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ซึ่งก็คือสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)นั่นเอง ดังนั้นการเลือก ส.ส. ในการเลือกทั่วไปนั้นนอกจากจะเป็นการเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ยังเป็นการเลือกตัวแทนของประชาชนเพื่อทำการออกกฎหมายด้วย

3.กฎหมายต้องใช้บังคับได้โดยทั่วไป คือเมื่อมีการประกาศใช้แล้ว บุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายโดยเสมอภาค จะมีใครอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ หรือทำให้เสียประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น กรณีของฑูตต่างประเทศซึ่งเข้ามาประจำในประเทศไทยอาจได้รับการยกเว้นไม่ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีอากร หรือหากได้กระทำความผิดอาญา ก็อาจได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศไทย โดยต้องให้ประเทศซึ่งส่งฑูตนั้นมาประจำการดำเนินคดีแทน ฯลฯ

4.กฎหมายต้องใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการประกาศใช้แล้วแม้กฎหมายนั้นจะไม่ได้ใช้มานาน ก็ถือว่ากฎหมายนั้นยังมีผลใช้บังคับได้อยู่ตลอด กฎหมายจะสิ้นผลก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายนั้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงเป็น อย่างอื่นเท่านั้น

5.กฎหมายจะต้องมีสภาพบังคับ ถามว่าอะไรคือสภาพบังคับ นั่นก็คือการดำเนินการลงโทษหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อผู้ที่ฝ่าฝืน กฎหมายเพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบหรือหลาบจำ ไม่กล้ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอีก และรวมไปถึงการเยียวยาต่อความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นด้วย

ตามกฎหมายอาญา สภาพบังคับก็คือการลงโทษตามกฎหมาย เช่น การจำคุกหรือการประหารชีวิต ซึ่งมุ่งหมายเพื่อจะลงโทษผู้กระทำความผิดให้เข็ดหลาบ แต่ตามกฎหมายแพ่งฯนั้น สภาพบังคับจะมุ่งหมายไปที่การเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความเสีย หายน้อยที่สุด เช่น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการบังคับให้กระทำการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ฯลฯ ซึ่งบางกรณีผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็อาจต้องต้องถูกบังคับทั้งทางอาญาและทาง แพ่งฯในคราวเดียวกันก็ได้            แต่กฎหมายบางอย่างก็อาจไม่มีสภาพบังคับก็ได้ เนื่องจากไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้คนต้องปฏิบัติตาม แต่อาจบัญญัติขึ้นเพื่อรับรองสิทธิให้แก่บุคคล หรือทำให้เสียสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถทำนิติกรรมได้เองโดยไม่ต้องได้ รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือบุคคลที่มีอายุ 15 ปีแล้วสามารถทำพินัยกรรมได้ ฯลฯ หรือออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ซึ่งกฎหมายประเภทนี้จะไม่มีโทษทางอาญาหรือทางแพ่งแต่อย่างใด

  1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบเรัยบร้อยแก่สังคมและประเทศชาติ
    เมื่อ ทุกคนรู้และปฎิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้วย่อมไม่เกิดปัญหา และข้อพิพาทระหว่างกันสังคมยอมเป็นระเบียบและมีความสุขอันจะเป็นผลดีต่อประเทศสืบต่อไป
    2. การบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
    ประเทศ ใดประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็จะทำให้การ บริหารประเทศเป็นไปด้วยดี และมีส่วนทำให้มีการพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ดังตัวอย่างเช่น  เมื่อประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของตนที่มีต่อประเทศชาติก็จะสา มารถปฎิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างครบถ้วน เช่นหน้าที่ในการป้องกันประเทศ   หน้าที่ในการเสียภาษี   หน้าที่ในการเป็นทหารรับใช้ชาติ    เป็นต้น
      3. สังคมจะสงบสุขเมื่อทุกคนปฎิบัติตามกฎหมาย
    และ รู้ว่าตนมีสิทธิของตนอยู่เพียงไร  ไม่ไปล่วงล้ำสิทธิของผู้อื่น  ถ้าทุกคนปฎิบัติตามขอบเขตของกฎหมาย  ก็จะไม่การทะเลาะวิวาทกัน  เช่นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด  การเขียน  แต่ต้องปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขต  ไม่ดูหมินเหยียดหยามผู้อื่นเพราะอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันได้
     4. กฎหมายสร้างความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์
    เพราะ กฎหมายจะมีข้อบังคับแก่ทุกคน  ดังนั้นไม่ว่า    ใครก็ตามที่ประพฤติผิดกฎหมาย  หรือถูกผู้อื่นเอาเปรียบ  ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะร่ำรวย  ฐานะยากจน หรือเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงเพียงใดก็ตามไม่สามารถที่จะ หลีกเลี่ยงกฎหมายได้  ต้องรับโทษตามความผิด
     5. กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรม
    ใน กรณีที่เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น  มีการฟ้องร้องคดีกัน  เพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ศาลก็ต้องตัดสินโดยยึดตัวบทกฎหมายเป็นหลักในการพิจารณาคดี  เพื่อให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน
    ที่มาและประเภทของกฎหมาย

ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
1.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการ บัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
2.จารีตประเพณี
ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณีมาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
3.หลักกฎหมายทั่วไป
ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมายได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้วมาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น

ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.จารีตประเพณี
ถือ ว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ
2.คำพิพากษาของศาล
จารีต ประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้วก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักหรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆไปคำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
3.กฎหมายลายลักษณ์อักษร
ในสมัยต่อ ๆมาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาลบางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
4.ความเห็นของนักนิติศาสตร์
ระบบ กฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอเป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
5.หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา
ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีซึ่งเรียกว่ามโนธรรม ของผู้พิพากษา(Squity)ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมาย ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

    การแบ่งประเภทของกฎหมายอาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้แบ่งว่าจะใช้อะไรเป็นหลักแต่โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งอย่างคร่าวๆ ก่อนโดยแบ่งกฎหมายออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่กฎหมายภายในซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยองค์กรที่มีอำนาจภายในรัฐหรือประเทศและกฎหมายภายนอกซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นจากสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ
กฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก ยังอาจแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
   กฎหมายภายใน แบ่งได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.ใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์การแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1กฎหมายลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยองค์กรที่มีอำนาจตามกระบวนการนิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น
   1.2กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องที่มาของกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 2 ว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก้คดีได้ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลอง จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
   

2.ใช้สภาพบังคับกฎหมายเป็นหลักในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
           
2.1กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา ได้แก่ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษตามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น

2.2กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง สภาพบังคับทางแพ่งมิได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนสภาพบังคับทางอาญาแต่ก็อาจสังเกตได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การบังคับชำระหนี้ การชดใช้ค่าเสียหาย หรืออาจสังเกตได้อย่างง่าย ๆ คือ กฎหมายใดที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
3.ใช้บทบาทของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
3.1กฎหมายสารบัญญัติ
ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของความผิดโดยทั่วไปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายสารบัญญัติ

    3.2กฎหมายวิธีสบัญญัติ ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติไปใช้ว่าเมื่อมีการทำผิดบท บัญญัติกฎหมาย จะฟ้องร้องอย่างไร จะพิจารณาตัดสินอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายวิธีสบัญญัติก็คือ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิดไปรับสภาพบังคับนั่นเองเช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงกฎหมายวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น
4.ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
4.1กฎหมายเอกชน ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น
4.2กฎหมายมหาชน
ได้แก่ กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ ปกครองจงต้องมีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ เป็นต้น

   

กฎหมายภายนอก กฎหมายภายนอก หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
ได้แก่ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะปฏิบัติต่อกันเมื่อมี ความขัดแย้งหรือเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือได้แก่ สนธิสัญญา หรือเกิดจากข้อตกลงทั่วไป ระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่เป็นคู่ประเทศภาคีซึ่งให้สัตยาบัน ร่วมกันแล้วก็ใช้บังคับได้เช่น สนธิสัญญาไปรษณีย์สากล เป็นต้น
2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
ได้แก่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเมื่อ เกิดความขัดแย้งข้อพิพาทขึ้นจะมีหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เช่น ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ

3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
ได้แก่ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาซึ่งประเทศหนึ่งยินยอมหรือ รับรองให้ศาลของอีกประเทศหนึ่งมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีและลงโทษบุคคลประเทศ ของตนที่ไปกระทำความผิดในประเทศนั้นได้ เช่นคนไทยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วกระทำความผิด ศาลสหรัฐอเมริกาก็พิจารณาตัดสินลงโทษได้หรือบุคคลประเทศหนึ่งกระทำความผิด แล้วหนีไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นการยากลำบากที่จะนำตัวมาลงโทษได้ จึงมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้ประเทศที่ผู้กระทำความผิดหนีเข้าไปจับตัวส่งกลับมาลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรม ปัจจุบันนี้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม และอิตาลี ฯลฯ เป็นต้น

ที่มา  http://thailawlearn.blogspot.com/p/1.html

Read More

1360069061polarbearstudios2011com1

การจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัด

ขั้นตอนการจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิ  มีดังนี้

1.จัดใหมีการประชุมผูถือหุนเพื่อมีมติพิเศษ โดยสงคําบอกกลาวนัดประชุมผูถือหุนทางไปรษณียตอบ รับ และลงโฆษณาในหนังสือพิมพแหงทองที่อยางนอยหนึ่งคราวกอนวันประชุมไมนอยกวา 14 วัน โดยตอง ระบุวาระการประชุมเรื่องแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิ ขอ 2. (สํานักงานของบริษัท) ที่ตองการจะแกไขให ครบถวน การนับระยะเวลาบอกกลาวนัดประชุมใหญผูถือหุน ใหเริ่มนับตั้งแตวันถัดจากวันที่สงคําบอกกลาว ทางไปรษณียตอบรับหรือวันที่ลงพิมพโฆษณาในหนังสือพิมพซึ่งเปนวันที่ดําเนินการหลังสุดเปนวันแรกแหง ระยะเวลา และการประชุมจะมีขึ้นไดในวันถัดจากวันสิ้นสุดแหงกําหนดระยะเวลานั้น

2.ในการลงมติพิเศษใหแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิขอ 2. (สํานักงานของบริษัท) ตองลงมติดวย คะแนนเสียงขางมากไมต่ํากวาสามในสี่ของจํานวนเสียงทั้งหมดของผูถือหุนที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน 3.จัดทําคําขอจดทะเบียนรายการแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิขอ 2. (สํานักงานของบริษัท)และ รายการแกไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานแหงใหญและ/หรือสาขา โดยใหกรรมการตามอํานาจที่จดทะเบียนไวเปนผู ขอจดทะเบียน ขอมูลที่ตองใชในการจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิ ขอ 2. (สํานักงานของบริษัท) ที่ตั้งแหงใหมของสํานักงานแหงใหญ เอกสารหลักฐานที่ตองใชในการจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณหสนธิ ขอ2. (สํานักงานของบริษัท) 1.คําขอจดทะเบียนบริษัทจํากัด (แบบ บอจ.1) 2.แบบคํารับรองการจดทะเบียนบริษัทจํากัด

3.รายการจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติม และ/หรือ มติพิเศษ (แบบ บอจ.4)

4.หนังสือบริคณหสนธิ (ฉบับแกไขเพิ่มเติม) จํานวน 1 ฉบับ ผนึกอากรแสตมป 50 บาท

5.หลักฐานการอนุญาตใหแกไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานแหงใหญหรือสํานักงานสาขา จากหนวยงานที่ เกี่ยวของ (ใชเฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม)

6.แผนที่แสดงที่ตั้งสํานักงานแหงใหญและสถานที่สําคัญบริเวณใกลเคียงโดยสังเขป

7.สําเนาบัตรประจําตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคําขอจดทะเบียน *ดูหลักเกณฑเรื่องบัตรประจําตัว*

8.สําเนาหลักฐานการเปนผูรับรองลายมือชื่อ (ถามี) *ดูหลักเกณฑการลงลายมือชื่อผูขอจดทะเบียน*

9.หนังสือมอบอํานาจ (กรณีที่ผูขอจดทะเบียนไมสามารถยื่นขอจดทะเบียนไดดวยตนเอง ก็มอบ อํานาจใหบุคคลอื่นดําเนินการแทนโดยทําหนังสือมอบอํานาจและผนึกอากรแสตมปดวย)

 

 

ที่มา  http://www.dbd.go.th/download/downloads/03_boj/intro_step_bj_change_02.pdf

Read More

กฏหมายเรื่องการรับบุตรบุญธรรม

 

คุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม
ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย ๑๕ ปี ส่วนบุตรบุญธรรมกฎหมายมิได้จำกัดอายุเอาไว้
ข้อสังเกต ผู้รับบุตรบุญธรรมอายุไม่ถึง ๒๕ ปีไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ย่อมทำให้การรับบุตรบุญธรรมนั้นไม่สมบูรณ์ แม้ต่อมาผู้รับบุตรบุญธรรมจะอายุครบ ๒๕ ปีแล้ว ก็ไม่ทำให้การรับบุตรบุญธรรมนั้นสมบูรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีที่จะให้สัตยาบันได้

เงื่อนไขในการรับบุตรบุญธรรม
๑. ความยินยอมของบุตรบุญธรรม
๑.๑ เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเด็ก
๑.๒ เด็กอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป ต้องได้รับความยินยอมจากเด็ด (มาตรา ๑๕๙๘/๒๐)
๒. ความยินยอมของบิดามารดา
๒.๑ บุตรผู้เยาว์จะไปเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ด้วย (มาตรา ๑๕๙๘/๒๑)
๒.๒ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วไม่ว่าจะด้วยการสมรสหรืออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
๒.๓ ผู้ปกครองไม่มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรม ดังนั้น หากไม่มีบิดามารดาเลยการรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล กล่าวโดยสรุปคือ
(๑) ถ้าผู้เยาว์มีบิดาและมารดาจะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองคน
(๒) ถ้าผู้เยาว์มีบิดาหรือมารดาแต่เพียงคนเดียว (ตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง) จะต้องได้รับความยินยอมของบิดาหรือมารดาที่มีอำนาจปกครองที่ยังมีชีวิตอยู่
(๓) ถ้าผู้เยาว์มีผู้ปกครองจะต้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรม
(๔) ถ้าผู้เยาว์มีผู้ปกครองโดยบิดาและมารดาสองคนถึงแก่ความตาย จะต้องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรม
(๕) ถ้าผู้เยาว์มีผู้มีผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้ว จะต้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมเดิมเสียก่อนแล้วจึงให้บิดามารดาให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมใหม่ต่อไป
๓. ความยินยอมของผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์เด็ก
๓.๑ ถ้าผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์เด็ก ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
๓.๒ ถ้าผู้เยาว์มิได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยสถานสงเคราะห์เป็นผู้ดูแล
ก. บิดามารดาผู้มีอำนาจจะต้องให้ความยินยอม
ข. บิดามารดาอาจทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เด็กดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมแทนตนก็ได้ ในกรณีเช่นต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว
๔. ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุณธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะมาเป็นบุตรบุณธรรมหากมีคู่สมรสก็จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสนั้นก่อน ไม่เช่นนั้นการรับบุตรบุญธรรมจะไม่สมบูรณ์
– หากคู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ การรับบุตรบุญธรรมต้องมีคำสั่งศาลที่อนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรมแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
– คู่สมรสที่จะต้องให้ความยินยอมต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย

การเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว
– ปกติการรับบุตรบุญธรรมบุตรบุญธรรมมักจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว แต่กฎหมายก็มิได้ห้ามบุตรบุญธรรมเป็นบุตรบุญธรรมของผู้รับบุตรบุญธรรมหลายคนในคราวเดียวกัน เว้นแต่ กรณีเป้นผู้เยาว์ตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๖ กำหนดให้บุตรบุญธรรมของบุคคลหนึ่งอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของอีกคนหนึ่งในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมสามารถรับบุตรบุญธรรมได้หลายคนในคราวเดียวกัน

การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะต้องยื่นคำร้องขอต่อนายทะเบียน หากนายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนให้ ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมจะยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้รับจดทะเบียนได้

ผลของการรับบุตรบุญธรรม
๑. บุตรบุญธรรมมีฐานะเช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม
ข้อสังเกต
(๑) บิดามารดาโดยกำเนิดของบุตรบุญธรรมหมดอำนาจปกครองตั้งแต่เวลฃาที่เป้นบุตรบุญธรรมแล้ว
(๒) บุตรบุญธรรมไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ตนกำเนิดมา
(๓) บุตรบุญธรรมถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม จึงเป็นทายาทลำดับ ๑ ตามมาตรา ๑๖๒๙
(๔) บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ตามมาตรา ๑๖๓๙
(๕) บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรม
๒. ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท (มาตรา ๑๕๙๘/๒๙)
๓. ผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนให้บุตรบุญธรรมคืน ถ้าบุตรบุญธรรมถึงแก่ความตายไปก่อนตน (มาตรา ๑๕๙๘/๓๑)

การเลิกรับบุตรบุญธรรม
๑. การเลิกรับบุตรบุญธรรมกันเอง (มาตรา ๑๕๙๘/๓๑)
๑.๑ ถ้าบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้วจะเลิกโดยความตกลงกันในระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมเมื่อใดก็ได้
๑.๒ ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา และถ้าผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี บุตรบุญธรรมนั้นต้องให้ความยินยอมด้วย
๑.๓ ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะและการรับบุตรบุญธรรมนั้นได้กระทำโดยคำสั่งศาลก็ดี หรือเป็นการรับผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งหรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์เด็กโดยผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์เด็กเป้นผู้ให้ความยินยอมก็ดี หรือเป็นการรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสตนอยู่แล้วเป็นบุตรบุญธรรมของตนก็ดี การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลอนุญาตให้เลิกรับบุตรบุญธรรม
ข้อสังเกต ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งศาลอนุญาตให้เลิกรับบุตรบุญธรรม ได้แก่ ผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ
๒. เลิกเมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม (มาตรา ๑๕๙๘/๓๒)
ข้อสังเกต เป็นการเลิกกันโดยผลของกฎหมาย จึงมีผลทันทีตั้งแต่วันที่บุคคลทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนยกเลิกรับบุตรบุญธรรมกันอีก
๓. การฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรม
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมยกเลิก ก็จะต้องนำคดีมาสู่ศาลโดยจะต้องมีเหตุในการฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรมมี ๘ ประการดังนี้ (มาตรา ๑๕๙๘/๓๓)
(๑) ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๒) ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(๓) ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๔) ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(๕) ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(๖) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(๗) ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาแก่บุตรบุญธรรม หรือไม่จัดการทรัพย์สินของบุตรบุญธรรมด้วยความระมัดระวังอย่างเช่นวัญญูชนจะพึงกระทำหรือเอาเงินได้ของบุตรบุญธรรมไปใช้จ่ายโดยมิชอบ หรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้รับบุตรบุญธรรมที่สำคัญ โดยไม่ขออนุญาตจากศาลก่อน หรือทำกิจการที่ประโยชน์ของผู้รับบุตรบุญธรรมขัดกับประโยชน์ของบุตรบุญธรรมโดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(๘) ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดและเหตุที่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

ข้อจำกัดของบุตรบุญธรรมในการฟ้องคดี
๑. ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี บิดามารดาโดยกำเนิดต้องเป็นผู้ฟ้องคดีแทนบุตรบุญธรรม
๒. ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไปแล้ว บุตรบุญธรรมมีอำนาจฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใด
๓. อัยการฟ้องคดีขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมแทนบุตรบุญธรรมได้

อายุความ
ห้ามมิให้ฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมรู้หรือควรได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้เลิกการนั้น หรือเมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปีนับแต่เหตุนั้นเกิดขึ้น มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ

ผลของการเลิกรับบุตรบุญธรรม
๑. บุตรบุญธรรมกลับคืนสู่ครอบครัวเดิมของตน
๒. กรณีบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดาโดยกำเนิดก็กลับมีอำนาจปกครองบุตรนับตั้งแต่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือเวลาที่มีการจดทะเบียนเลิก หรือเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด

 

ที่มา  http://porapotintasombat.blogspot.com/2012/04/blog-post_17.html

Read More